Gigi Hadid

รู้จักกับ Gigi Hadid หญิงสาวผู้สร้างกระแสให้ทั้งโลกต้องหันมาโฟกัสกับคำว่า ‘ซูเปอร์โมเดล’ อีกครั้งกับเส้นทางอาชีพที่ยาวนานมากกว่า 20 ปี

หากจะพูดถึงคำว่า “ซูเปอร์โมเดล” แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกย้อนกลับไปในยุค 90s ที่อาชีพนางแบบมีอิทธิพลเทียบเท่ากับนักแสดงก็ว่าได้ จากประโยคสุดคลาสสิคของ Linda Evangelista ที่ได้กล่าวไว้ว่าจะไม่ลุกขึ้นจากเตียงมาเพื่อเงินที่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์ต่อวัน หรือแม้กระทั่ง Kate Moss ที่เคยตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งจากสื่อสิ่งพิมพ์เกือบทั่วทั้งโลก จนกลับมาสู่ในยุคปัจจุบันซูเปอร์โมเดลก็ไม่ได้ถูกเป็นที่จับตามองอะไรมากมาย จนกระทั่งทุกคนได้รู้จักกับหญิงสาวผู้มีหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ หุ่นสุดเพอร์เฟค พร้อมกับไลฟ์สไตล์อันไม่ธรรมดา ที่มีนามว่า Gigi Hadid ซึ่งทำให้คนทั่วทั้งโลกต้องหันกลับมาสนใจคำว่าซูเปอร์โมเดลอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้บาซาร์ต้องขอนำประวัติอันไม่ธรรมดาของซูเปอร์โมเดลผู้นี้มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้ชมกัน

ภาพครอบครัว Hadid:

Jelena Noura Hadid หรือที่รู้จักกันในนาม Gigi Hadid เธอเกิดเมื่อวันที่ 23 เดือนเมษายน ปี 1995 ในเมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นบุตรของ Mohamed Hadid (นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง) และ Yolanda Hadid (อดีตนางแบบ) ด้วยการที่พ่อเป็นชาวปาเลสไตน์ ส่วนแม่นั้นเป็นชาวดัตช์ จึงทำให้หน้าของเธอมีส่วนประสมอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นเธอยังได้มีน้อง 2 คน Bella Hadid และ Anwar Hadid ที่ทั้งคู่นั้นก็เป็นนางแบบและนายแบบเช่นกัน โดยในช่วงวัยเด็กเธอได้จบการศึกษาจาก Malibu High School ซึ่งได้เป็นกัปตันทีมกีฬาวอลเลย์บอลของโรงเรียน และนอกจากนั้นยังเป็นตัวแทนนักกีฬาแข่งม้าอีกด้วย

Gigi Hadid ในแคมเปญ Guess Baby:

หลายคนคงคาดว่าเธอพึ่งมาเริ่มวงการนางแบบเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งที่จริงจุดเริ่มต้นในสายอาชีพนี้มีมาตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ โดยได้ถ่ายแคมเปญเสื้อผ้าเด็กให้กับแบรนด์ Guess และได้หยุดไปในช่วงหนึ่งเนื่องด้วยเรื่องการศึกษา แต่แล้วก็กลับร่วมเป็นนางแบบให้อีกครั้งในปี 2011 จนในปีถัดมาเธอได้กลายเป็นเฟสของแบรนด์ ซึ่งได้ร่วมถ่ายด้วยกันถึง 3 แคมเปญในไลน์เสื้อผ้าผู้ใหญ่

ซ้าย: Gigi Hadid ใน NYFW ปี 2014 ขวา: Gigi Hadid บนปก CR Fashion Book:

จนเมื่อปี 2013 เธอได้ตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตที่นิวยอร์กเพื่อโฟกัสกับการเรียนและเส้นทางแห่งการเป็นนางแบบ แต่ก็ได้ยุติเรื่องการเรียนและหันมาเอาดีทางด้านโมเดลลิ่งอย่างเต็มตัว โดยได้เซ็นต์สัญญากับ IMG Models สังกัดนางแบบชื่อดังระดับโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 เธอได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่บนรันเวย์ New York Fashion Week ให้กับแบรนด์ Desigual และในเดือนเดียวกันได้ร่วมขึ้นปก CR Fashion Book ของ Carine Roitfeld ถัดมาจากนั้นเธอได้ร่วมแคมเปญแว่นตาให้กับแบรนด์ชื่อดังอย่าง Tom Ford ที่ทำใบหน้าของเธอเริ่มเป็นที่จดจำแก่วงการแฟชั่น

Victoria’s Secret 2015:

และในปี 2015 จีจี้ได้ร่วมเดินแบบให้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel, Jean Paul Gaultier, Marc Jacobs, Max Mara, Michael Kors และอีกมากมาย พร้อมกับได้ร่วมเป็นเหล่านางฟ้าบนรันเวย์ Victoria’s Secret ที่เป็นผลทำให้เธอได้ปรากฏในมิวสิควีดีโอของนักร้องชื่อดัง Taylor Swift กับบทเพลง Bad Blood

Harper’s BAZAAR US ฉบับเดือนตุลาคม ปี2016:

หลังจากนั้นเธอได้ก้าวสู่การเป็นซูเปอร์โมเดลที่ไม่ว่าแบรนด์ไหนก็ต้องการ โดยได้ร่วมบนแคมเปญกับแบรนด์ระดับโลกมากมายและขึ้นปกนิตยสารชื่อดังนับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นก็คือ Harper’s BAZAAR กับการขึ้นปกครั้งแรกฉบับเดือนตุลาคม 2016 ที่ได้ช่างภาพผู้มีดีกรีเป็นถึงดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Karl Lagerfeld มาถ่ายให้ในครั้งนั้น พร้อมกันในปีนั้นเธอได้รับรางวัลที่สูงสุดในสายอาชีพอย่าง Model of the Year จากเวที British Fashion Awards ซึ่งมอบโดย Donatella Versace

Tommy X Gigi Fall 2016 :

เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นผู้มีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่น แบรนด์ระดับโลกอย่าง Tommy Hilfiger ได้จับมือกับนางแบบสาวออกแบบแคปซูลคอลเลกชั่น Tommy X Gigi Fall 2016 ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนทำให้แบรนด์ต้องร่วมงานกับเธอยาวนานจนถึงคอลเลกชั่น Spring 2018 นอกจากนั้นชื่อของเธอยังได้ปรากฏอยู่ในรองเท้ารุ่น Gigi Boot ให้กับแบรนด์ Stuart Weitzman

Harper’s BAZAAR US ฉบับเดือนเมษายน ปี2020:

จนมาถึงในปัจจุบันชื่อเสียงของเธอก็ไม่มีวี่แววที่จะลดน้อยลง หนำซ้ำยังมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือสวมใส่เสื้อผ้าอะไรทั้งโลกก็ต้องให้ความสนใจอยู่เสมอ การันตรีได้จากยอดฟอลโล่บนอินสตาแกรมที่สูงถึง 52.4 ล้านฟอลโล่ และด้วยผลงานที่ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย เช่นล่าสุดที่เป็นอีกครั้งสำหรับการร่วมขึ้นปก Harper’s BAZAAR US ฉบับเดือนเมษายน และเมื่อไม่นานมานี้เธอพึ่งฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 25 ปี ด้วยวัยเพียงเท่านี้กับการประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น บาซาร์ขอบอกไว้เลยว่าชื่อของ Gigi Hadid ซูเปอร์โมเดลสาวผู้นี้จะปรากฏเคียงคู่กับวงการแฟชั่นไปอีกนานแสนนาน

อนา เดอ อาร์มัส

Blade Runner 2049 หนัง Sci-Fi สุดล้ำ ภาคต่อของ Blade Runner ที่สร้างในปี 1982 การกลับมาในรอบนี้เป็นเรื่องราวของ เหตุการณ์หลังจาก 30 ปีที่หนังภาคแรกออกฉาย เค (ไรอัน กอสลิ่ง) เจ้าหน้าที่กรมตำรวจ LAPD  ในฐานะเบลดรันเนอร์คนใหม่ ผู้ล่วงรู้ความลับที่ถูกเก็บซ่อนมาอย่างยาวนาน ซึ่งความลับนี้อาจทำให้สังคมเกิดความโกลาหลขึ้นได้ และการค้นพบความลับของ เค ยังทำให้เขาได้พบกับ ริก เด็กคาร์ด (แฮริสัน ฟอร์ด) อดีตเบลดรันเนอร์ผู้หายสาปสูญไปกว่า 30 ปี

ซึ่งรอบนี้ Blade Runner 2049 กลับมาพร้อมตัวละครสาวสวยที่ชวนให้หลงไหล และถ้าไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้อย่าง จอย โปรแกรมสาวคนรักของพระเอกนั่นเอง งานนี้ Bugaboo.tv ก็ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปเปิดประวัตินักแสดงสาวสวย อนา เดอ อาร์มาส หรือผู้รับบทเป็น จอย กันดีกว่า รับรองเลยว่านอกจากจะหลงรักความสวยของเธอในจอแล้ว ยิ่งรู้ประวัติของเธอก็ยิ่งหลงไหลเข้าไปอีกแน่นอน ว่าแล้วไปอ่านกันเลย

อนา เดอ อาร์มาส นักแสดงสาวชาวคิวบา เกิดวันที่ 30 เมษายน 1988 อายุ 29 ปี เธอตัดสินใจเข้าสู่การเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนการแสดง National Theater School of Cuba ผลงานการเเสดงเรื่องเเรกของเธอคือหนังเรื่อง Una rosa de Francia ในบทของ มาเรีย เมื่อ อนา เดอ อาร์มาส อายุ 18 ปี ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่สเปน ซึ่งเธอนั้นก็มีผลงานทางโทรทัศน์ที่ทำให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือซีรี่ย์เรื่อง El edén perdido และต่อด้วย Carolina Leal ออนแอร์ทางช่อง Antena 3 ในปี 2007

อนา เดอ อาร์มาส เริ่มเข้าสู่วงการฮอลลีวูดในปี 2014 โดยปรากฎตัวในหนังเรื่อง Por un puñado de besos เธอได้แสดงหนังอย่างเต็มตัวครั้งเเรกในเรื่อง Knock Knock ปี 2015 แสดงคู่กับ คีอานู รีฟส์ (ซึ่งช่วงนั้นก็มีข่าวซุบซิบว่าทั้งคู่เดทกับด้วยจ้า) ส่วนในปี 2016 ผลงานที่โดดเด่นของ อนา เดอ อาร์มาส  คือเรื่อง Overdrive รับบท สเตฟานี่ นางเอกของเรื่อง และผลงานล่าสุดในตอนนี้ที่รู้จักกันดีคือ จอย โปรแกรมสาวคนรักของพระเอก ในเรื่อง Blade Runner 2049 นั่นเอง แถมเธอนั้นติดโพลอันดับที่ 16 สำหรับสาวสวยที่สุดในโลกด้วยจ้า ไหนๆ ก็พอจะรู้จักกับ อนา เดอ อาร์มาส กันคร่าวๆ แล้ว มาดูรูปสวยๆ จากอินสตาแกรมของเธอกันบ้างดีกว่า ขอบอกเลยว่าสวยมากกกกก

ประวัติ แชดวิก โบสแมน Chadwick Boseman

ประวัติ แชดวิก โบสแมน Chadwick Boseman

     แชดวิก โบสแมน (Chadwick Boseman) เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1976 ในเมืองอันเดอร์สัน รัฐเซาท์ แคโรไลรา เติบโตมากับครอบครัวแอฟริกัน-อเมริกัน โดยเขายังมีเชื้อสายสืบทอดมาจากชาวพื้นเมืองหลายเผ่าในแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น ชาวคริโอ, ชาวลิมบา ในเซียร์ราลีโอน และชาวโยรูบา ในไนจีเรีย แม่ของเขาเป็นนางพยาบาล พ่อของเขาเป็นคนงานในโรงงานสิ่งทอ

แชดวิก โบสแมน เริ่มมีความสนใจทางด้านการแสดงมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เขาเขียนบทละครเวทีของตัวเองเรื่องแรกที่มีชื่อว่า “Crossroads” เพื่ออุทิศให้กับเพื่อนร่วมชั้นที่ถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาเข้าได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโฮวาร์ด รัฐวอชิงตัน ดีซี ในสาขากำกับการแสดง โดยในช่วงที่ร่ำเรียนอยู่นั้นเขามีโอกาสได้รับบทเล็กๆ ในซีรีส์ Third Watch และทำงานกับกองถ่ายซีรีส์ดังๆ อย่าง Law & Order, CSI:NY และ ER

เบื้องต้นเขาเป็นนักเขียนและพัฒนาบทให้กับละครเวทีเล็กๆ อยู่หลายเรื่อง ต่อมาในช่วงปลายยุค 2000s เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเล็กน้อย ปรากฏตัวในบทสมทบในทีวีซีรีส์ Lincoln Heights และได้เล่นหนังเรื่องแรกในชีวิตกับ The Express: The Ernie Davis Story กระทั่งในปี 2013 เขาก็ได้รับโอกาสยิ่งใหญ่ เปิดตัวให้ฐานะนักแสดงนำดาวรุ่งในหนังดราม่ากีฬา “42” รับบทเป็นนักเบสบอลในตำนาน แจ็คกี้ โรบินสัน

เขายังคงไม่ทิ้งอาชีพนักแสดงบนละครเวทีไป เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้ เขามักจะไปร่วมแสดงกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ แม้ว่าชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีถัดมาเขาได้เล่นหนังอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Draft Day” กับ เควิน คอสเนอร์, “Get On Up” หรือหนังแฟนตาซี “Gods of Egypt” เป็นต้น

ในปี 2016 เขาได้รับการประกาศจากมาร์เวล สตูดิโอว่า เขาจะมารับบทเป็นกษัตริย์ทีชัลลา หรือ Black Panther โดยจะปรากฏตัวครั้งแรกใน “Captain America: Civil War” โดยทำการเซ็นสัญญาปรากฏตัวในหนังอย่างน้อย 5 เรื่อง ก่อนจะมีหนังภาคเดี่ยวเป็นของตัวเองในปี 2018 และไปร่วมแสดงใน “Avengers: Infinity War” กับ “Avengers: Endgame” อีกด้วย

แชดวิก โบสแมน ยังแสดงนำให้หนังแอคชั่นดราม่า “21 Bridges” เมื่อปลายปี 2019 และร่วมแสดงในหนังแอคชั่นของผู้กำกับ สไปค์ ลี ใน “Da 5 Bloods” ทางเน็ตฟลิกซ์ ที่พรีเมียร์ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยหนังเรื่องนี้เขาได้เดินทางมาถ่ายทำในเมืองไทยด้วย

แชดวิก โบสแมน เสียชีวิตลงในวันที่ 28 สิงหาคม 2020 หลังจากที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้มานานถึง 4 ปี มะเร็งได้ลุกลามไปเป็นระดับที่ 4 โดยที่เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้กับสังคมได้รับรู้ สร้างความตกใจให้กับแฟนๆ ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก จากรายงานระบุว่า เขาทราบว่าป่วยเป็นโรคร้ายตั้งแต่ช่วงที่ถ่ายทำหนัง Black Panther แต่ยังเก็บงำและต่อสู้กับโรคมาเพียงลำพัง โดยมีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

ผลงานการแสดง

ภาพยนตร์

ปี 2008
• The Express: The Ernie Davis Story รับบทเป็น ฟลอยด์ ลิตเติ้ล

ปี 2012
• The Kill Hole รับบทเป็น ซามูแอล เดร็ก

ปี 2013
• 42 รับบทเป็น แจ็คกี้ โรบินสัน

ปี 2014
• Draft Day รับบทเป็น วอนแท แม็ก
• Get On Up รับบทเป็น เจมส์ บราวน์

ปี 2016
• Gods of Egypt รับบทเป็น ธอธ
• Captain America: Civil War รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• Message from the King รับบทเป็น จาคอป คิง

ปี 2017
• Marshall รับบทเป็น เธอร์กู๊ด มาร์แชล

ปี 2018
• Black Panther รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• Avengers: Infinity War รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์

ปี 2019
• Avengers: Endgame รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• 21 Bridges รับบทเป็น อันเดร เดวิส

ปี 2020
• Da 5 Bloods รับบทเป็น นอร์แมน เอิร์ล “สตรอมิ่ง นอร์ม” โฮลาเวย์

เร็วๆ นี้
• Ma Rainey’s Black Bottom รับบทเป็น ลีฟ

 

ละครโทรทัศน์

ปี 2003
• Third Watch ตอน “In Lieu of Johnson”

ปี 2004
• Law & Order ตอน “Can I Get a Witness?”

ปี 2006
• CSI: NY ตอน “Heroes”

ปี 2008
• ER ตอน “Oh, Brother”
• Cold Case ตอน “Street Money”

ปี 2009
• Lincoln Heights รับบทเป็น เนท เรย์ (ทั้งหมด 9 ตอน)
• Lie to Me ตอน “”Truth or Consequences””

ปี 2010
• Persons Unknown รับบทเป็น จ่าแม็กแนร์ (ทั้งหมด 13 ตอน)
• The Glades ตอน “Honey”

ปี 2011
• Castle ตอน “Poof, You’re Dead”
• Fringe ตอน “Subject 9”
• Detroit 1-8-7 ตอน “Beaten/Cover Letter”
• Justified ตอน “For Blood or Money”

ปี 2021
• What If…? ให้เสียงเป็น แบล็กแพนเธอร์

รางวัลที่ได้รับ

ปี 2018
• MTV Movie & TV Awards
นักแสดงในภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก Black Panther
นักแสดงสายบู๊ยอดเยี่ยม จาก Black Panther

ปี 2019
• Screen Actors Guild Awards
ทีมนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปี จาก Black Panther

• NAACP Image Awards
นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Black Panther

 นักแเสดงต่างประเทศ

Dan Stevens แดน สตีเว่นส์

ในตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าชายอสูร ที่ได้นักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากประเทศอังกฤษที่มีหน้าตาเป็นเหมือนอาวุธทำลายล้างสูงอย่าง อย่าง “แดน สตีเว่นส์” แน่นอน จากการ์ตูนเทพนิยายสุดฮิตเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกอย่าง Beauty and the Beast ตอนนี้ได้สร้างความประทับใจ และสนใจจากประชาชนทั่วโลกอีกครั้งในรูปแบบของภาพยนตร์ที่กวาดรายได้มหาศาลในปี 2017 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ได้นางเอกชั้นแนวหน้าที่เราคุ้นหน้ากันดีอย่าง เอ็มม่า วัตสัน ที่มารับบทเบลล์ หญิงสาวแสนสวยผู้โชคร้าย  และเจ้าชายอสูรผู้มีจิตใจด้านชาอย่าง แดน สตีเว่นส์

แดน สตีเว่นส์ เป็นเจ้าชายอสูรที่น่าหลงใหลที่สุดในตอนนี้ ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาวัยรุ่นคือ ผู้ชายคนนี้แซ่บมาก เหมาะกับการเป็นพ่อของลูกอย่างที่สุด ไม่ว่าโฉมงามกับเจ้าชายอสูรภาคไหนก็ฟินสู้ภาคนี้ไม่ได้บอกเลยวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติของหนุ่มงานดี แดน สตีเว่นส์ ว่าเขามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ใครอยากรู้ตามเรามาเลย

แดน สตีเว่นส์ เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2525 ที่ลอนดอน เป็นเด็กกำพร้า มีพ่อแม่บุญธรรมเป็นครู ซึ่งเขาได้อุปการะแดน สตีเว่นส์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในวัยเด็กผลงานชิ้นแรกของเขานั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี ตอนนั้นเขามีความสนใจที่จะเข้าร่วมคัดตัวละครจากบทละครเรื่อง Macbeth โดยประพันธ์จาก โจนาธานสมิธ และสุดท้ายเขาก็ได้แสดงละครที่ โรงละครเยาวชนแห่งชาติ ของลอนดอน  แดน สตีเว่นส์จบการศึกษาระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขาวรรณคดีอังกฤษ เขาได้มีผลงานการแสดงมาเรื่อย ๆ ซึ่งงานที่เขาได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Macbeth การแสดงของเขาดีมากจนเตะตาผู้กำกับเวทีอย่าง ปีเตอร์ ฮอลล์ จนเขาพาแดน สตีเว่นส์ เข้าสู่วงการบันเทิง

 Dan Stevens แดน สตีเว่นส์

ผลงานชิ้นแรกที่เขาได้รับหลังจากเขาวงการคือ As You Like It เป็นละครเวลา ซึ่งมีปีเตอร์ ฮอลล์เป็นผู้กำกับ และได้วิลเลียม เชกสเปียร์ มาประพันธ์ ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด หลังจากนั้นไม่นานแดน สตีเว่นส์ก็ได้รับบทละครหน้าจอเมื่อปี 2004 เป็นมินิซีรีย์อย่าง Frankenstein และได้สร้างชื่อจากหนังแนวดราม่าชีวิตของชายคนหนึ่งที่อยู่ในตระกูลชนชั้นสูงเรื่อง Downton Abbey ซึ่งถือว่าเป็นหนังสร้างชื่อให้กับเขาเลยทีเดียว หลังจากนั้นเขาก็ดังเป็นพลุแตกจากหนังเรื่อง Legion ซึ่งเป็นแนวซุปเปอร์ฮีโร่ในบทบาทของเดวิด ฮอลเลอร์ หลังจากนั้นเขาก็ได้ขึ้นแท่นอสูรที่น่ากินที่สุดในเรื่อง Beauty and the Beast หนังเรื่องนี้ทำให้เขากลับมาเฉิดฉายได้อีกครั้ง การที่เขาได้ทำให้สิ่งที่เขารัก และเขารู้ว่าฝันคืออะไรตั้งแต่เด็กทำให้เขาได้รับโอกาสต่างๆ มากมายจนทำให้เด็กกำพร้าธรรมดา มาเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่รู้จักกันไปทั่วโลก

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

เล่นเอาหนุ่มๆ ทั่วโลกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสำหรับสาวสวยเซ็กซี่ ดีดรีฮอตเต็มร้อยอย่าง อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ ใครที่ได้ดูหนังเรื่อง BayWatch ก็คงจะรู้ดีเลยแหละ เพราะเธอนอกจากจะแสดงได้อย่างเป็นะรรมชาติแล้ว ยังมาพร้อมกับความสวยเซ็กซี่ที่หาใครเทียบได้ยากอีกด้วย เห็นแบบนี้ก็ทำเอาหนุ่มๆ รีบไปหาข้อมูลแทบไม่ทันเลยว่าเธอคือใคร วันนี้มาดูประวัติของเธอกันดีกว่า

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

ประวัติย่อ

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ เกิดที่เมืองนิวยอร์ก แต่เธอไปโตที่ฝั่งตะวันออก พ่อแม่เธอมีอาชีพเป็นทนาย เธออยากจะเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กแต่บทบาทของเธอได้ออกมาโชว์ตอนเธอมีอายุได้ 16 ปี เธอได้รับบทบาทเป็นเหยื่อวัยรุ่น ในขณะนั้นเธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Brearley ในนิวยอร์ค แต่เธอได้บอกว่าเธอไม่สามารถเรียนจบที่นี่ได้

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

อเล็กซานดร้าเป็นที่รู้จักในบทบาทของ Annabeth Chase ในภาพยนตร์เรื่อง Percy Jackson & the Olympians: The Lighting Thief ในปี 2010 นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วเธอยังคงมีผลงานทางภาพยนตร์และโทรทัศน์ออกมาเรื่อย ๆ และเธอยังถูกเสนอเข้าชิงรางวัล MTV Movie Awards ในปี 2013 อีกด้วย

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

จอห์นนี่ เดปป์ ชื่อเกิด จอห์นนี คริสโตเฟอร์ เดปป์ ที่ 2 (John Christopher Depp II) ชื่อเล่น โคโลเนล (Colonel) / Mr. Stench เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักในบทแจ็ก สแปร์โรว์ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Pirates of the Caribbean, แมด แฮทเทอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Alice in Wonderland และวิลลี่ วองก้า ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory นอกจากนั้น เขายังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และนิตยสารพีเพิลยังคัดเลือกให้เขาเป็น “ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่” ประจำปี 2003 และ 2009 อีกด้วย

Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

เกิดเมื่อ 9 มิถุนายน 2506

ส่วนสูง 178 ซ.ม.

ที่เกิด โอเวนสโบโร, เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา

จอห์นนี่ เดปป์ เกิดที่เมืองโอเวนสโบโร รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา มีเชื้อสายเยอรมัน อินเดียนแดง เชอโรกี ไอริช ไอริชเหนือ สกอตติช เวลช์ ฝรั่งเศส ดัตช์ เบลเยียม เยอรมัน แอฟริกา ถ้าหากนับตระกูลของจอห์นนี่ เดปป์ขึ้นไปอีก 19 รุ่นจะพบว่าเขาสืบทอดเชื้อสายมาจาก Margaret Percy และ เซอร์ William Gascoigne ซึ่งมากาเร็ตเป็นลูกสาวของเอิร์ลแห่ง Northumberland ที่ 3 และสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ นั่นหมายถึงว่าเขามีทวดคนเดียวกันกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร
Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

จอห์นนี่ เดปป์ เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการได้รับบทนำหนังสยองขวัญเรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984) ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา และก็มีผลงานตามมาอีกเรื่อย ๆ แต่เมื่อมาในปี 2002-2003 เป็นปีที่เขาไม่มีผลงานออกมาเลย แต่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตการแสดง เมื่อเขาตัดสินใจรับบท กัปตันแจ็ก สแปร์โรว ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ซึ่งนั่นหลายเป็นบทบาทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ และบทนี้เองส่งให้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรก รวมถึงยังเป็นหนังคนแสดงเรื่องแรกของค่ายดิสนีย์ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกด้วย

โรเบิร์ต ดักลาส โธมัส แพตตินสัน

โรเบิร์ต ดักลาส โธมัส แพตตินสัน (อังกฤษ: Robert Douglas Thomas Pattinson) เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1986 เป็นนักแสดงชาวอังกฤษ นายแบบ รับบทเอ็ดเวิร์ด คัลเลนในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง แวมไพร์ ทไวไลท์ จากบทประพันธ์ของสเตฟานี เมเยอร์ และยังแสดงในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายอันโด่งดังเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี บทประพันธ์เล่มที่ 4 ของเจ. เค. โรว์ลิ่ง รับบทเป็นเซดริค ดิกกอรี

ชีวิตช่วงแรก

แพตตินสัน เกิดในลอนดอน ประเทศอังกฤษ แม่ของเขาชื่อแคลร์ ทำงานให้กับเอเจนซีโมเดลลิง และพ่อของเขาริชาร์ด นำเข้ารถเก่าจากสหรัฐอเมริกา[2] เขาเริ่มต้นทำงานให้กับบาร์นส์เทียรเตอร์คอมปานี หลังจากมีประสบการณ์ที่หลังเวทีที่นั่น จึงได้สู่บทบาทการแสดง โดยเตะตากับบริษัทเอเย่นต์อย่าง Tess of the D’Urbervilles เขาเริ่มหาหนทางสู่บทบาทอาชีพนี้ จากนั้นแสดงใน Macbeth ที่ Old Sorting Office Arts Centre และยังรับเป็นนายแบบ

อาชีพ

เขารับบทสมทบทางโทรทัศน์เรื่อง Ring of the Nibelungs ในปี 2004 และแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Vanity Fair แต่ฉากที่เขาแสดงถูกตัดทิ้งไป จะปรากฏตัวเฉพาะในเวอร์ชันดีวีดีเท่านั้น ในเดือนพฤษภาคม 2005 เขาอยู่ในรายชื่อในรอบปฐมทัศน์ของ The Woman Before ที่ Royal Court Theatre แต่ถูกตัดออกไปก่อนฉายจริง และ ทอม ไรลีย์ มาแสดงแทน ต่อมาในปีเดียวกัน เขาแสดงในแฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี รับบทเป็นเซดริค ดิกกอรี เขายังอยู่ในชื่อ ดาราชาวอังกฤษในวันหน้า โดยการจัดของ ไทม์ออนไลน์ เขายังถูกเปรียบเทียบว่า เป็น จู๊ด ลอว์คนต่อไปอีกด้วย

โรเบิร์ต แพตตินสันแสดงในโฆษณาของเสื้อผ้าแฮกเก็ตต์ให้กับแบบฤดูใบไม้ร่วงปี 2007 เขาแสดงเป็นเอ็ดเวิร์ด คัลเลน ในภาพยนตร์เรื่อง แวมไพร์ ทไวไลท์ สร้างจากนวนิยายขายดีของสเตเฟนี เมเยอร์ เรื่อง แรกรัตติกาล‎ โดยภาพยนตร์ออกฉายเมื่อ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ในอเมริกาเหนือ จากบทความในทีวีไกด์ แพตตินสันแสดงความหวั่นไหวในการรับบทเป็นเอ็ดเวิร์ด คัลเลนเมื่อตอนออดิชันว่า กลัวว่าเขาไม่สามารถเข้าถึงความสมบูรณ์แบบตามบุคลิกตัวละครได้

ผลงานภาพยนตร์ของ โรเบิร์ต แพททินสัน
2007    Harry Potter and the Order of the Phoenix
2008    How to Be
2008    Twilight
2009    Little Ashes
2009    The Twilight Saga: New Moon
2010    Remember Me
2010    The Twilight Saga: Eclipse
2010    Love & Distrust
2011    Water for Elephants
2011    The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 1
2012    Bel Ami
2012    Cosmopolis
2012    The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 2
2014    The Rover
2014    Maps to the Stars
2015    Queen of the Desert
2015    Life
2015    The Childhood of a Leader Film has yet to be released
2016    The Lost City of Z

สนับสนุนข้อมูลโดย BunTube.net ดูหนังออนไลน์

เฉินหลง

เฉินหลงเกิดวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2497 ที่วิกตอเรียพีค (อังกฤษ:Victoria Peak ; จีน : 太平山 หรือ 扯旗山) ในฮ่องกง มีชื่อจริงว่า เฉินกั่งเซิง (陳港生) หรือหมายความว่า “เกิดที่ฮ่องกง” พ่อของเฉินหลงชื่อ เฉิน จื้อผิง (陳志平) แม่ชื่อ เฉิน ลี่ลี่ (陳莉莉) เดิมอยู่เมืองจีน แต่หนีออกมาอยู่ฮ่องกงสมัยสงครามกลางเมือง ตอนเด็กๆ พ่อแม่ตั้งชื่อเล่นให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า “เพ่าเพ่า” หรือ “ลูกระเบิด” เพราะชอบนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเบาะ เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เขาเกือบถูกพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าขายให้กับหมออังกฤษในราคาแค่ 26 เหรียญ แต่แล้วพ่อแม่ของเขาก็ได้ล้มเลิกความคิดนั้น

เฉิงหลง

 

พ่อของเขาทำงานเป็น “พ่อครัว” แม่ทำงานเป็น “แม่บ้าน” ให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในฮ่องกง เฉินหลงก็เติบโตมาในสถานทูต เมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนหนานหัว

 

เมื่อเฉินหลงอายุได้ 7 ขวบ พ่อก็ส่งเขาเข้าโรงเรียนอุปรากรจีน โดยที่ตัวของพ่อกับแม่นั้นต้องไปทำงานเป็นพ่อครัวกับแม่บ้านที่สถานทูตในออสเตรเลีย และที่โรงเรียนนั้นเองที่ทำให้เฉินหลงได้เรียนรู้ชีวิตที่โดดเดี่ยว เพราะเขาต้องห่างครอบครัวเป็นเวลานาน แต่ที่นั่นก็ทำให้เฉินหลงได้พบเพื่อนร่วมสาบานอย่าง หงจินเป่า และ หยวนเปียว

 

เมื่อครั้งเฉินหลงอายุ 9 ขวบ ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในเยาวราชถึง 2 ปี อาศัยอยู่หลังโรงงิ้วเก่า ในวัยเด็กได้เรียนมวยไทยกับคุณลุงแก่ๆขาเป๋ คอยสอนมวยไทยให้ ดังนั้นเฉินหลงจึงมีความผูกพันกับคนไทยมาก [1]

 

เฉินหลงเรียนจบเมื่ออายุ 17 ปี เขาได้ไปสมัครเข้าร่วมทีมสตันท์ในวงการหนังฮ่องกงในช่วงที่ บรู๊ซ ลี ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อ บรู๊ซ ลี เสียชีวิต เฉินหลงต้องตกงานเพราะวงการหนังกังฟูฮ่องกง กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ

 

จุดตกต่ำ

ความสามารถเฉินหลงเกิดไปสะดุดตาผู้สร้างหนังอย่าง หลอเหว่ย ผู้กำกับหนัง Fist of Fury (ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง) ของบรู๊ซ ลี โดยเขาต้องการปั้นดารากังฟูขึ้นมาแทนบรู๊ซ ลี โดยเฉินหลงได้แสดงหนังในตอนนั้นทั้งหมด 10 เรื่อง ได้แก่ New Fist of Fury (มังกรหนุ่มคะนองเลือด) (1976) Shaolin Wooden Men (ถล่ม 20 มนุษย์ไม้) (1976) Eagle Shadow Fist (1977) Half a Loaf of Kung Fu (ไอ้หนุ่มหมัดคัน) (1977) Killer Meteors (ไอ้ดาวหางจอมเพชรฆาต) (1977) To Kill with Intrigue (นางพญาหลั่งเลือดสะท้านภพ) (1977) Snake and Crane Arts of Shaolin (ไอ้หนุ่มหมัดทะเล้น) (1978) Magnificent Bodyguards (ศึกมันทะลุฟ้า) (1978) Spiritual Kung Fu (ไอ้หนุ่มพันมือ ตอน 2) (1978) และ Dragon Fist (เฉินหลง สู้ตาย) (1978) โดยทั้งหมดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่เรื่องเดียว

เฉินหลง

 

จุดประสบความสำเร็จ

ปี 1978 เมื่อเฉินหลงนำแสดงหนังให้กับ Seasonal Film เรื่อง Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ) (1978) ทำให้ชื่อของเฉินหลง กลายเป็นดาราดังเพียงช่วงข้ามคืน เพราะสามารถทำเงินอย่างมหาศาลในฮ่องกง จากนั้นเฉินหลงก็ได้นำแสดงใน Drunken Master (ไอ้หนุ่มหมัดเมา) (1978) โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังประสบความสำเร็จทั่วเอเชียอีกด้วย

 

และเมื่อเฉินหลงหมดสัญญากับหลอเหว่ย เขาก็มุ่งหน้าไปที่สังกัดโกลเด้นท์ ฮาร์เวส (Golden Harvest) ซึ่งในอดีตบรู๊ซ ลี เคยเป็นดาราประจำของค่ายนี้ โดยที่สิทธิการทำหนังในค่ายนี้ เฉินหลงเป็นคนสามารถเลือกเองได้ ผลงานเรื่องแรกในค่ายนี้คือเรื่อง The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต) (1980) ซึ่งสามารถทำรายได้ 10 ล้านเหรียญฮ่องกงเป็นเรื่องแรก จากนั้น หลังจากนั้นเฉินหลงก็ได้กลับมาทำหนังในฮ่องกงกับร่วมกับ 2 สหายอย่าง หงจินเป่า และ หยวนเปียว โดยผลงานที่ทั้งสามได้แสดงด้วยกันมี 6 เรื่อง คือ Winners and Sinners (มือปราบจมูกหิน) (1983) Project A (เอไกหว่า) (1984) Wheels on Meals (ขาตั้งสู้) (1984) My Lucky Stars (7เพชรฆาตสัญชาติฮ้อ) (1985) Twinkle Twinkle Lucky Stars (ขอน่า อย่าซ่าส์) (1986) และ Dragons Forever (มังกรหนวดทอง) (1988) เป็นเรื่องสุดท้าย (แต่เรื่อง Heart of Dragon (2พี่น้องตระกูลบึ้ก) (1985) เฉินหลงกับหงจินเป่าแสดง แต่หยวนเปียวอยู่ในส่วนกำกับคิวบู๊ )

 

แต่เฉินหลงกลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกครั้ง ในหนังตำรวจร่วมสมัยอย่าง Police Story (วิ่งสู้ฟัด) (1985) โดยเรื่องนี้ทำให้เฉินหลงได้รับรางวัลม้าทองคำ (ตุ๊กตาทองฮ่องกง) ถึง 2 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบฉากต่อสู้ยอดเยี่ยม จากนั้นเฉินหลงก็แสดงหนังในฮ่องกงหลายเรื่องตลอดมาเรื่อยๆ เช่น Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) (1987) Police Story 2 (วิ่งสู้ฟัด2) (1988) Miracles (ฉีจี้) (1989)

 

จนโชคเพิ่งมาเข้าข้างเฉินหลงในช่วงยุค’90 หนังหลายเรื่องของเฉินหลงเป็นที่ยอมรับในทั่วเอเชียเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Armour of God II: Operation Condor (ใหญ่สั่งมาเกิด 2 : อินทรีทะเลทราย) (1991) Police Story 3: Supercop (วิ่งสู้ฟัด3) (1992) City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ ข้าก็ใหญ่) (1993) Crime Story (วิ่งสู้ฟัด ภาคพิเศษ) (1993) และตำนานไอ้หนุ่มหมัดเมาอย่าง Drunken Master II (ไอ้หนุ่มหมัดเมา2) (1994) ซึ่งเรื่องนี้เฉินหลงได้ร่วมงานกับ หลิวเจียงเหลียง อีกทั้งยังทำรายได้ไปถึง 40 ล้านเหรียญฮ่องกง จากนั้นเฉินหลงก็มีหนังท็อปฟอร์มหลายเรื่องในเวลาต่อมา เช่น Thunderbolt (1995) (เร็วฟ้าผ่า) Police Story 4: First Strike (ใหญ่ฟัดโลก2) (1996) Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่) (1997) และ Who Am I? (ใหญ่เต็มฟัด) (1998)

 

ฮอลลีวูด

เฉินหลงก็มีโอกาสไปแสดงหนังฮอลลีวู้ดเป็นครั้งแรกในหนังพีเรียด – กังฟู เรื่อง The Big Brawl (ไอ้มังกรถล่มปฐพี) (1980) (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Battle Creek Brawl) ผลลัพธ์ที่ได้คือ ไม่ประสบความสำเร็จเลย จากนั้นเขาก็แสดงเป็นตัวประกอบในหนังแนว Road Movie อย่าง Cannonball Run (เหาะแล้วซิ่ง) (1981) และ Cannonball Run 2 (1982) เรียกได้ว่าการไปเล่นหนังฮอลลีวู้ดของเขานั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่า และเรื่องที่ 4 อย่าง The Protector (กูกู๋ปืนเค็ม) (1985) ซึ่งก็ล้มเหลวอีกครั้ง

 

และการไปเปิดตลาดอเมริกาครั้งที่สอง ของเฉินหลงก็เป็นผล เมื่อ Rumble in the Bronx (ใหญ่ฟัดโลก) (1995) สามารถเปิดตัวขึ้นอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิสของอเมริกาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 สามารถทำรายได้ตลอดการฉายถึง 32.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

และการแสดงหนังฮอลลีวู้ดของเฉินหลงในรอบหลายปีก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเฉินหลงนำแสดงใน Rush Hour (คู่ใหญ่ ฟัดเต็มสปีด) (1998) ที่นำแสดงคู่กับ คริส ทักเกอร์ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิสถึง 141.1 ล้านเหรียญ และ 244.3 จากทั่วโลก จากนั้นเฉินหลงก็มีโอกาสเล่นหนังทั้งในฮ่องกงและอเมริกาสลับกันหลายๆครั้ง เช่น Gorgeous (เบ่งหัวใจฟัดให้ใหญ่) (1999) Shanghai Noon (คู่ใหญ่ฟัดข้ามโลก) (2000) The Accidental Spy (วิ่งระเบิดฟัด) (2001) และเฉินหลงก็กลับมาเล่นหนังภาคต่ออย่าง Rush Hour 2 (คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีด 2) (2001) The Tuxedo (สวมรอยพยัคฆ์พิทักษ์โลก) (2002) และ Shanghai Knights (คู่ใหญ่ฟัดทลายโลก) (2003) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเหมือนเคย

 

แต่ผลงานอย่าง Around The World in 80 Days (80วัน จารกรรมฟัดข้ามโลก) (2004) ที่เฉินหลงร่วมแสดงกับ สตีฟ คูแกน และ ซีซิล เดอ ฟรานซ์ ประสบความล้มเหลวในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยทำเงินทั่วโลกไปเพียงแค่ 72.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

หลังจากนั้นอีก 3 ปี เฉินหลงก็กลับมาร่วมงานกับ แบร็ท แร็ตเนอร์ และ คริส ทักเกอร์ อีกครั้ง ใน Rush Hour 3 (คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีด 3) (2007) โดยทิ้งห่างจากภาคที่แล้วถึง 6 ปี และก็ยังทำเงินในอเมริกาถึง 140.1 และ 255.0 จากทั่วโลก

 

ปี 2008 เฉินหลงนำแสดงร่วมกับ เจท ลี ในภาพยนตร์กำลังภายใน – แฟนตาซี เรื่อง The Forbidden Kingdom (หนึ่งฟัดหนึ่ง ใหญ่ต่อใหญ่) (2008) โดยเป็นการร่วมกันครั้งแรกของทั้งคู่ และในปีเดียวกันเฉินหลงยังให้เสียงตัวการ์ตูน “Master Monkey” ในเรื่อง Kung Fu Panda (2008) ของ ดรีมเวิร์กส์ แอนนิเมชั่น โดยมีผู้ร่วมให้เสียง เช่น แจ็ค แบล็ค, ดัสติน ฮอฟแมน, แองเจลิน่า โจลี่ และ ลูซี่ ลิว

 

เฉินหลงนำแสดงในหนังแอ็คชั่น – คอมเมดี้ เรื่อง The Spy Next Door (วิ่งขโยงฟัด) (2010) โดยรับบทเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ต้องมาต่อสู้กับเหล่าสายลับมากฝีมือ หลังจากที่เหล่าเด็กๆดูแลดันเกิดโหลดข้อมูลลับขององค์กรแห่งหนึ่ง โดยมีกำหนดฉายต้นปี 2010 และ Kung Fu Kid งานรีเมคจากอดีตหนังดังอย่าง The Karate Kid (1984) แสดงร่วมกับ จาเดน สมิธ ลูกชายของนักแสดงชื่อดัง วิล สมิธ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเปิดตัวขึ้นอันดับหนึ่งในบ๊อกซ์ออฟฟิศ และทำไปกว่า 170 ล้านเหรียญในสหรัฐ และกำลังออกฉายตามทั่วโลก

หลังจากร่วมงานกับทาง Golden Harvest มานานร่วม 20 กว่าปี ในปี 2003 เฉินหลงจึงตัดสินใจเดินออกจาก Golden Harvest และมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม JCE Movies Limited (Jackie Chan Emperor Movies Limited) โดยอยู่ในเครือของบริษัท Emperor Multimedia Group (EMG) บริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ในฮ่องกง

 

ซึ่งตัวของเฉินหลงเองเป็นทั้งผู้สร้างและนำแสดงในหนังของตนเอง หนังของเขาเรื่องแรกในนามบริษัทนี้ คือ The Medallion (ฟัดอมตะ) (2003) และหลังจากนั้นก็มีผลงานทำเงินต่อเนื่องอย่าง New Police Story (วิ่งสู้ฟัด 5 เหิรสู้ฟัด) (2004) , The Myth (ดาบทะลุฟ้า ฟัดทะลุเวลา) (2005) และ Rob-B-Hood (วิ่งกระเตงฟัด) (2006)

เฉินหลง

ปี 2009 เฉินหลงนำแสดงภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่อง The Shinjuku Incident (ใหญ่แค้นเดือด) (2009) ผลงานของ เอ๋อตงเซิน โดยเรื่องนี้เป็นผลงานดราม่าเต็มรูปแบบครั้งแรกของเฉินหลง

 

ช่วงหลังๆมานี้เฉินหลงมีผลงานการแสดงกับต่างชาติน้อยลง เขาเริ่มที่จะกลับมาทำหนังในฮ่องกงอีกครั้ง ซึ่งหนังเรื่องที่ 100 ของเขาคือ 1911 (ใหญ่ผ่าใหญ่)

 

ล่าสุดเฉินหลงกำลังถ่ายทำและกำกับ Chinese Zodiac หรือภาคต่อของหนังสุดมันส์อย่าง

 

Armour Of God : Chinese Zodiac มีชื่อไทยเรียกว่า “ใหญ่สั่งมาเกิด 3” (ล่าสุดสหมงคลฟิล์มเจ้าของหนังตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ใหม่ว่า วิ่ง・ปล้น・ฟัด) หนังเฉินหลงเรื่องแรก ที่ชื่อไทยมีคำว่า ‘ฟัด’ คือ Police Story หรือ ‘วิ่ง สู้ ฟัด’

หนังเฉินหลงเรื่องแรก ที่ชื่อไทยมีคำว่า ‘ใหญ่’ คือ Armour of God หรือ ‘ใหญ่สั่งมาเกิด’

หนังเฉินหลงเรื่องแรกในเครือสหมงคลฟิล์ม คือ ‘ฉีจี้’ (Miracle)

ฉาก Outtake หรือฉากหลุดจากภาพยนตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเฉินหลง ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในเรื่อง Dragon Lord หรือ ‘เฉินหลงจ้าวมังกร’

หนังเรื่อง ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ เคยเข้าฉายในเมืองไทยถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกปี 1978โดย กรุงเกษม และครั้งที่2 ปี 1994 โดย สหมงคลฟิล์ม นำกลับมาฉายใหม่เพื่อต้อนรับ การเข้าฉายของ ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค2’

เสียงของนักพากย์ที่ให้เสียงของเฉินหลง ที่คนไทยให้การยอมรับ แบ่งออกเป็น 3ยุค ยุคแรก กรุงเกษม-นนทนันท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คือ คุณ รอง เค้ามูลคดี (เสียงเอก) (ไม่แน่ชัด – พ.ศ. 2531) ยุคกลาง สหมงคลฟิล์ม คือคุณ ชูชาติ อินทร (อินทรี) (พ.ศ. 2532 – พ.ศ. 2539) และยุคปัจจุบัน มงคลภาพยนตร์ คือ คุณ ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (พันธมิตร) (พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน)

หนังเรื่อง วิ่ง・ปล้น・ฟัด คือ ใหญ่สั่งมาเกิด ภาค 3

‘ใหญ่ทับใหญ่’ (Mr.NiceGuy) (1997) คือหนังเฉินหลงเรื่องแรกที่ ‘ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร’

ทีมพากย์อินทรี ได้พากย์หนังเฉินหลงอีกครั้ง และเป็นเรื่องสุดท้าย คือ ’80 วัน จารกรรมฟัดข้ามโลก’ (Around The World in 80 Days) (2004) เนื่องจากหนังไม่ได้เป็นของค่ายในเครือสหมงคลฟิล์ม)

เฉินหลงเคยใช้ชีวิตช่วงนึงในวัยเด็กอยู่ที่เมืองไทย แถวๆเยาวราช และสามารถพูดภาษาไทย ได้นิดหน่อย

จริงๆแล้วหนังเรื่อง FirstStrike คือ ภาคที่ 4 ของ PoliceStory หรือ ‘วิ่งสู้ฟัด’ แต่ตอนฉายในไทย กลับตั้งชื่อเรื่องว่า ‘ใหญ่ฟัดโลก2’ (และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ทั้ง วิดีโอ วีซีดี และ ดีวีดี) จึงทำให้ในเมืองไทยไม่เคยมีหนังเรื่อง ‘วิ่งสู้ฟัด 4’ มาตั้งแต่นั้น

เฉินหลงมักจะไม่ใช้นางเอกคนเดียวกันเกิน 1 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นักแสดงหลายคนมีชื่อเสียงและโด่งดังในเวลาต่อมา จนมีคำเรียกนักแสดงหญิงที่เคยได้ร่วมงานในหนังของเฉินหลงว่า ‘Chan Girls’

เป็นการล้อเลียนเจมส์ บอนด์ นั่นเอง

 

นักแสดงหญิงที่ได้รับบทเป็นนางเอกและร่วมงาน ในภาพยนตร์ของเฉินหลงมากที่สุด คือ ‘จางม่านอวี้’ ซึ่งแสดงถึง 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ ‘วิ่งสู้ฟัด ภาค 1-3’ ‘เอไกหว่า ภาค 2’ และ ‘ใหญ่แฝดผ่าโลกเกิด’

เฉินหลง เคยออกรายการในเมืองไทย คือรายการ ทไวไลท์โชว์ โดยครั้งนั้นเฉินหลงมาให้สัมภาษณ์ถึงเมืองไทย และได้รับรูปถ่ายขนาดยักษ์ของตนเองไว้เป็นที่ระลึก

รายการตีสิบ ก็เคยได้สัมภาษณ์เฉินหลง ออกรายการเช่นกัน โดยเดินทางไปสัมภาษณ์กันถึง ฮ่องกง แต่ทว่า ทีมงานกลับทำเทปที่บันทึกการถ่ายทำไว้ สูญหายที่สนามบิน จึงไม่ได้ออกอากาศ ต่อมารายการตีสิบได้นำเทปฟุตเตจการสัมภาษณ์ที่ ยังหลงเหลือบางส่วนมาออกอากาศให้ชม

นักร้อง

เฉินหลงเป็นคนที่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เฉินหลงเคยชิมลางร้องเพลงประกอบในหนังเรื่อง The Young Master (1980) ในเพลงที่มีชื่อว่า “Kung Fu Fighting Man” ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกในชีวิตของเขา

 

และในปี 1984 เฉินหลงเปิดตัวในฐานะศิลปินกับอัลบั้มแรกที่มีชื่อชุดว่า Love Me โดยมีเพลงฮิตในชื่อเดียวกับอัลบั้ม ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร และหลังจากนั้นเขาก็มีผลงานอัลบั้มเพลงกว่า 20 ชุด โดยเป็นอัลบั้มเดี่ยว 11 ชุด อัลบั้มรวมฮิต 9 อัลบั้ม อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ 12 ชุด (ร่วมร้อง) และร่วมร้องกับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย

 

อัลบั้มเพลงเดี่ยวล่าสุดของเขาคือชุด Truely, With All My Heart ในปี 2002 และมีเพลงฮิตในชื่อเดียวกับอัลบั้ม

 

Music Albums

Love Me (1984)

Do Je (1985)

The Boy’s Life (1985)

Shangri La (1986)

Sing Lung (1986)

Mou Man Tai (1987)

HK, My Love (1988)

Jackie Chan (1988)

The Best Of Jackie Chan (1988)

See You Again – The Best of Jackie Chan II (1989)

Jackie (1989)

The First Time (1992)

The Best of Film Music (1995)

Jackie Chan (1995)

Giant Feelings (90s)

Dragon’s Heart (1996)

The Best Of Jackie Chan (1999)

Asian Pops Gold Series (2000)

Rock Hong Kong 10th Anniversary – Jackie Chan Greatest Hits (2003)

Movie Soundtrack LP’s & CD’s

Armour of God (Alan Tam – 1986)

Police Story 3 (1992)

Drunken Master 2 (1994)

Thunderbolt (1995)

Mr. Nice Guy (1997)

Who Am I (1998)

Mulan – Chinese OST (1998)

Gorgeous (1999)

Rush Hour – Asian OST (1998)

Accidental Spy (2001)

New Police Story (2004)

The Myth (2005)

Rob-B-Hood (2006)

 

Jackie Chan : My Stunts (1999)

สารคดี

เฉินหลงได้สร้างงานสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของตัวเขาเองถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเขาสร้างงานสารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติตัวเองในชื่อชุด Jackie Chan : My Story (1998) เนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงจุดที่เฉินหลงประสบความ สำเร็จจนทุกวันนี้ ซึ่งมีแขกรับเชิญต่างๆมากมาย อาทิ หงจินเป่า หยาง จื่อฉยง และอื่นๆอีกมากมาย

 

ครั้งที่สองใช้ชื่อชุดว่า Jackie Chan : My Stunts (เฉินหลง ท้าตายสไตล์ผม) (1999) โดยเนื้อหาในนี้เกี่ยวงานแอ๊คชั่นของเฉินหลง ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำหรับคนที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับงานสตันท์ได้เป็นอย่างดี

 

และครั้งล่าสุดใช้ชื่อชุดว่า Traces of a Dragon : Jackie Chan & His Lost Family (2003) ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของพ่อเฉินหลง ซึ่งเนื้อหาจะมีเรื่องของสภาพสังคมในประเทศจีนในสมัยของพ่อเฉินหลง

 

เฉินหลงมีส่วนร่วมในสารคดีเรื่อง An Alan Smithee Film: Burn Hollywood Burn (1998) โดยเฉินหลงรับบทเป็นตัวของเฉินหลงจริงๆ หนังว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับผู้กำกับ ที่ทำหนังไม่เคยประสบความสำเร็จเลย แต่หนังก็สามารถคว้ารางวัล Razzie Awards (รางวัลหนังยอดแย่) ไปครองถึง 5 ตัว

 

ธุรกิจส่วนตัว

เฉินหลงนอกจากจะทำงานในวงการบันเทิงแล้ว เขายังมีธุรกิจส่วนตัวอย่างร้านอาหาร Jackie’s Kitchen ที่มีสาขา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และอีกหลายสาขาในทั่วโลก Jackie Chan Cafe ที่มีสาขาทั้งจีน, มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงธุรกิจฟิตเนสที่มีชื่อว่า California Fitness Jackie Chan Sport Club และล่าสุดได้เปิดเว็บไซต์อย่าง JackieChanDesign.com ที่รวบรวมขายสินค้าของเขาทางอินเทอร์เน็ต นับตั้งแต่โปสเตอร์, เสื้อผ้า, ของตกแต่งบ้าน จนกระทั่งแสตมป์ และมีสาขาต่างประเทศคืออังกฤษและรัสเซีย

 

เฉินหลงในรูปแบบอื่น

วิดีโอเกม

 

Jackie Chan’s Action Kung Fu

เฉินหลงในปัจจุบันเป็นดาราแอคชั่นระดับโลกไปแล้ว ดังนั้นบริษัทเกมทั้งหลายจึงอยากจะนำรูปลักษณ์ของเฉินหลงไปเป็นตัวละครในเกม เดิมทีเฉินหลงเคยถูกนำไปเป็นแบบตัวละครในเกม Jackie Chan’s Action Kung Fu ในปี 1991 โดยบริษัท Hudson Soft

 

ปี 1995 เฉินหลงก็ถูกเอาไปสร้างเป็นเกมตู้ในเกมที่มีชื่อว่า Jackie Chan In Fists Of Fire สร้างโดย Kaneko

 

ปี 2000 เครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชันก็เอาเฉินหลงไปเป็นตัวละครในเกม Jackie Chan Stuntmaster ซึ่งผลิตโดย Radical Entertainment ซึ่งเป็นเกมรูปแบบ 3D

 

และล่าสุดกับเกม Jackie Chan Advertures ในปี 2004 โดยอิงจากตัวละครในการ์ตูน Jackie Chan Adventures โดยจัดจำหน่ายในรูปแบบเครื่องเกมบอยแอดวานซ์ และ เกมเพลย์สเตชัน 2 โดยบริษัท Atomic Planet ในเครือของ Sony โดยอิงเนื้อเรื่องของการ์ตูนในช่วง Season 1 และ 2

 

การ์ตูน

Jackie Chan Adventures เป็นชื่อของการ์ตูนที่เอาคาแรคเตอร์ของเฉินหลงไปสร้างเป็นตัวละครหลักของเรื่อง โดยการสร้างสรรค์ของจอห์น โรเจอร์ ผ่านการออกแบบตัวละครโดย เจฟฟ์ มัสสุดะ ออกฉายทางช่อง Cartoon Network สร้างโดย Kids’ WB ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ปี 2000 ถึง 8 กรกฎาคม ปี 2005 ทั้งหมด 95 ตอน ภายใน 5 Season และเคยออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 เวลา 06.00 ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ปี 2544 – 2545

 

แรงบันดาลใจ

 

ฮาร์โรลด์ ลอยด์

“แรงบันดาลใจของเฉินหลงไม่ใช่บรู๊ซลี” เฉินหลงเคยบอกว่าเขาไม่ต้องการจะเป็นบรู๊ซลีคนที่ 2 แต่เขาต้องการต่างออกไปจากตัวของบรู๊ซลี เฉินหลงจึงผสมผสานงานของเขาให้ออกมาในแบบที่ไม่รุนแรง ซึ่งงานของบรู๊ซลีมักจะเป็นในรูปแบบที่จริงจัง หนักหน่วง ภาพยนตร์ของเฉินหลงเป็นในรูปแบบกังฟูสมัยใหม่ผสมกับความตลก ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากดาราตลกเงียบ 3 คน อันได้แก่

 

ชาร์ลี แชปลิน ในส่วนนี้เฉินหลงได้แรงบันดาลใจมากจากการแสดงหน้า ท่าทาง

ฮาร์โรลด์ ลอยด์ เฉินหลงได้ไอเดียจากการแสดงฉากหัวเราะในเวลาที่สถานการณ์ขับขัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คืองานของเฉินหลงในเรื่อง เอไกหว่า หรือ Project A (เอไกหว่า)(1984) ในฉากตกหอนาฬิกา โดยเหมือนกันทุกๆอย่าง ต่างกันที่เฉินหลงเลือกที่จะตกลงมาจากความสูงจริงๆ แต่ฮาร์โรลด์ ลอยด์ ใช้ความสูงที่ต่างจากเฉินหลง

บัสเตอร์ คีตัน เฉินหลงได้ไอเดียของการแสดงตลกหน้าตาย ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกคือ ฉากที่ฝาบ้านในเรื่อง Project A Part II (เอไกหว่า ภาค2)(1987) ตกลงมาใส่ตัวของเฉินหลง แต่เฉินหลงกลับอยู่ในจุดที่ตรงกับประตูของฝาบ้าน จึงทำให้เฉินหลงไม่เป็นอะไร ซึ่งคล้ายกับฉาก Steamboat Bill Jr. (เรือกลไฟวิลลี่)(1928) ของบัสเตอร์ คีตัน

ฉากเสี่ยงตายและอุบัติเหตุ

 

ภาพอุบัติเหตุจาก Armour of God (1987)

เฉินหลงได้จัดตั้งทีมงานสตั๊นท์ของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Jackie Chan Stunt Team (หรืออีกชื่อ Jackie Chan’s Stuntmen Association) ซึ่งเฉินหลงตั้งทีมนี้ในปี 1983 โดยทำงานในการออกแบบท่าทางและสร้างสรรค์ฉากแอ็คชั่นในหนังของเฉินหลง โดยแรกเริ่มมีสมาชิกเพียง 6 คน จากนั้นก็มีคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในทีมนับสิบกว่า ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ ซึ่งทีมของเฉินหลงยังประสานงานร่วมกันกับทีมของ หงจินเป่า และ หยวนเปียว ด้วย โดยใช้ชื่อว่า Hung Ga Ban และ Yuen Ga Ban ตามลำดับ

 

การเกิดอุบัติเหตุก็ดูว่าจะเป็นของคู่กันกับการแสดงฉากเสี่ยงตายของเฉิน หลง ซึ่งบาดแผลจากอุบัติเหตุของเฉินหลงนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือในหนังเรื่อง Armour of God (1987) : ใหญ่สั่งมาเกิด โดยในฉากแรกของหนังที่เฉินหลงจะต้องกระโดดจากตึกแล้วมาเกาะต้นไม้ แต่ในการถ่ายทำครั้งแรกเฉินหลงรู้สึกไม่ดีพอเลยต้องการถ่ายใหม่ แต่การถ่ายครั้งที่สองต้นไม้ที่เฉินหลงเกาะนั้นเกิดหัก ทำให้เฉินหลงตกลงมาในความสูงที่พอสมควร ผลก็คือ กะโหลกศีรษะของเฉินหลงร้าว ทำให้ต้องมีการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน แต่ในที่สุดเฉินหลงก็รอดมาได้ ทว่าหูของเขาได้รับความกระทบกระเทือนพอสมควร จึงทำให้ประสิทธิภาพในการได้ยินลดลง

 

ในการถ่ายทำหนังเฉินหลงผ่านการบาดเจ็บมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ได้แก่

 

ศีรษะ – สมองได้รับความกระทบกระเทือนจากหนังเรื่อง Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) , ได้รับความกระทบกระเทือนจนหมดสติใน Hand of Death

หู – ในอุบัติเหตุครั้งเดิมใน Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) หูข้างซ้ายของเฉินหลง มีประสิทธิภาพทางการได้ยินน้อยลง

ตา – หางคิ้วบาดเจ็บ และเกือบตาบอดใน Drunken Master (ไอ้หนุ่มหมัดเมา)

จมูก – จมูกใหญ่ๆ ของเฉินหลงเคยหักมาสองครั้ง ใน The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต) , Project A (เอไกหว่า) และเกือบๆ หักใน Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่)

แก้ม – กระดูกแก้มเคลื่อนใน Police Story 3 (วิ่งสู้ฟัด3)

ฟัน – ฟันหักไปหนึ่งซี่ โดยการเตะของ Hwang Jang Lee ใน Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ)

คาง – ใน Dragon Lord ที่เฉินหลงกำกับเอง เขาบาดเจ็บคางจนเจ็บแม้กระทั่งเวลาพูด ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเวลาต้องกำกับหนัง ส่วนการแสดงไม่สามารถทำได้เลย

ช่องคอ – จากการเกิดอุบัติเหตุในการถ่ายทำเรื่อง The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต)

คอ – เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ครั้งที่หนักก็คือฉาก “หอนาฬิกา” ใน Project A (เอไกหว่า) และจากการถ่ายฉากตีลังกาใน Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่)

ไหล่ – เจ็บไหล่จาก City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ข้าก็ใหญ่)

มือ – จาก The Protector (กูกู๋ ปืนเค็ม) ที่เฉินหลงเจ็บมือ และกระดูกนิ้วร้าว

แขน – ในเรื่อง Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ) เฉินหลงต้องถ่ายทำฉากการต่อสู้โดยใช้ดาบ เกิดอุบัติเหตุจนดาบไปเฉือนเนื้อของเขาเข้าจริงๆ จนเลือดพุ่งออกมา แต่กล้องก็ยังถ่ายต่อไป ทำให้อุบัติเหตุนี้ปรากฏอยู่ในฉากนั้นด้วย อีกเรื่องคือ “The Accidental Spy (วิ่งระเบิดฟัด)” ในฉากสุดท้ายที่เฉินหลงต้องกระโดดออกจากรถบรรทุกที่ต้องเกาะตาข่าย ที่ข้างทางถึงแม้จะมี Sling แต่ นั่นก็ยังทำให้เฉินหลงแขนหักอยู่ดี

หน้าอก – ฉากที่เฉินหลงต้องถูกห้อยด้วยโซ่ใน Armour of God II: Operation Condor (ใหญ่สั่งมาเกิด 2 : อินทรีทะเลทราย) ทำให้กระดูกหน้าอกเคลื่อน

หลัง – เกิดขึ้นบ่อยๆ ในหนังของเฉินหลง โดยเฉพาะใน Police Story (วิ่งสู้ฟัด) ในฉากที่เฉินหลงสไลด์ตัวลงมาจากเสา เกือบทำให้เขาเป็นอัมพาต เพราะกระดูกสันหลังเกือบหัก

กระดูกเชิงกราน – ในฉากเดียวกันกับด้านบน กระดูกเชิงกรานของเฉินหลงเคลื่อน

ขา – ขาหักใน Crime Story (วิ่งสู้ฟัด ภาคพิเศษ) จากอุบัติเหตุจากรถ

เข่า – เข่าก็เป็นอีกส่วนที่หักเป็นประจำ ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือฉากสเก็ตบอร์ดใน City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ ข้าก็ใหญ๋)

เท้า – เฉินหลงเท้าหักในฉากที่ต้องกระโดดลงไปใน hovercraft ในภาพยนตร์เรื่อง Rumble in the Bronx (ใหญ่ฟัดโลก) หลังจากไปเข้าเฝือก เฉินหลงก็กลับไปแสดงทั้งๆ ที่ยังใส่เฝือกที่ขาอยู่

ชีวิตส่วนตัว

เฉินหลงเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งกับ หลิน ฟ่งเจียว นักแสดงชาวไต้หวัน เมื่อปี 1982 มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ เจย์ซี ชาน (ชื่อแรกเกิด เฉิน จู่หมิง) ปัจจุบันแยกกันอยู่ แต่เมื่อปี 1999 หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงต่างพาดหัวข่าวว่า “เฉินหลงทำผู้หญิงท้อง” ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อว่า อู๋ ฉี่ลี่ อดีตมิสเอเชียปี 1990 ปัจจุบันเฉินหลงมีลูกสาวอย่างลับๆอีก 1 คนเฉินหลงนับถือศาสนาพุทธ ใน ค.ศ. 2009 เฉินหลงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยกัมพูชา

 

เฉินหลงและเหล่าหมี

ตอนที่เฉินหลงมากรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “80 วันรอบโลก” เขาได้รู้จักกับ United Buddy Bears ในตอนนั้น มีเหล่าหมี Buddy Bears อยู่ทั่วทุกจุดในกรุงเบอร์ลิน เฉินหลงอยากรู้สาเหตุของเหล่าหมีที่มีสีสันสดใสว่าเป็นเพื่อสิ่งใด จึงทำการค้นคว้าข้อมูล เขาได้ทราบว่าเหล่าหมีคือผลงานสร้างสรรค์ของชาวเบอร์ลินนี่เอง คือเคลาส์และเอวา เฮอร์ลิทซ์ เขารับรู้ว่ามีสารที่มาพร้อมกับเหล่าหมีนั้น คือสารที่ตัวเขาเองทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงเพื่อเผยแพร่ด้วยเช่นกัน คือ “เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีและสันติ” และเขาก็ได้ทราบอีกว่า Buddy Bears ดำเนินการร่วมสมทบทุนเพื่อการกุศล เฉินหลงสนใจใน Buddy Bears มากและร่วมเป็นผู้ดำเนินการประสานนำวง United Circle of Buddy Bears สู่ฮ่องกงเมื่อปี 2004

 

เกียรติประวัติและภาพลักษณ์

 

Chan’s star on the Avenue of Stars, Hong Kong

ด้านเกียรติประวัติ เฉินหลงได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก โดยเขาได้รับรางวัล Innovator Award ในเวที American Choreography Awards ในปี 2002 , รางวัล Lifetime Achievement Award เวที Asia-Pacific Film Festival ในปี 1993 MTV Movie Award ปี 1995 และ Taurus Honorary Award ปี 2002 และอื่นๆอีกมากมาย

 

และเฉินหลงเป็นดาราคนที่ 2,205 ที่ได้มาประทับฝ่ามือไว้เป็นเกียรติประวัติที่ Star on the Walk of Fame และ The Avenue of Stars ที่ฮ่องกง

 

ด้านภาพลักษณ์ วง Ash’s แต่งเพลง “Kung Fu” โดยใช้เฉินหลงในหนัง Rumble In The Bronx (1995) ไปอ้างอิงในเนื้อเพลงและได้ใช้เป็นเพลงเครดิตตอนท้ายของหนังในเรื่องนี้ของเวอร์ชันอเมริกา และ “Jackie Chan” ของวง Frank Chickens

 

และเฉินหลงยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวการ์ตูนตัวหนึ่งใน ดราก้อนบอล, ตัวละคร Lei Wulong ใน Tekken และท่าทางของตัวละคร Hitmonchan ของ โปเกมอน รวมทั้งเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ดีมายาวนาน และมิตซูบิชิยังมอบรถเพื่อใช้ในการถ่ายทำหนังของเขามาโดยตลอด นอกจากนี้ เฉินหลง ยังเคยรับบทเป็น ซาเอบะ เรียว และ ชุนลีในภาพยนตร์เรื่อง ซิตี้ฮันเตอร์ (CITY HUNTER) มาแล้วด้วยเช่นกัน

 

สาเหตุที่คนไทยเรียกว่าเฉินหลง

จริงๆแล้วถ้าจะออกเสียงตามที่ประเทศจีนเรียกชื่อจริงๆจะต้องเรียกว่า “เฉิงหลง” ที่เรียกกันว่า “เฉินหลง” นั้น ไม่ได้มีในภาษาจีน แต่เพราะคนไทยใช้ชื่อสองอันของเฉินหลง คือ ชื่อจริง Chan Kong-Sang(เฉินก่างเซิง) ผสมกับ Sing Lung (ซิงหลง) จึงออกมาเป็น เฉินหลง

 

แต่ถือว่าไม่มีผลต่อความเข้าใจมากนักเพราะมีการออกเสียงสำเนียงที่ใกล้ เคียงกัน ซึ่งตอนที่เฉินหลงมาเมืองไทย เขาก็เข้าใจว่าคนไทยเรียกเขาว่า เฉิงหลง

 

 

ผลงานในยุค JCE

The Medallion (ฟัดอมตะ) (2003)

Rice Rhapsody (2004)

Enter the Phoenix (ใหญ่นะยะ) (2004) [รับเชิญ]

New Police Story (วิ่งสู้ฟัด 5 เหิรสู้ฟัด) (2004)

House of Fury (2005)

Everlasting Regret (2005)

The Myth (ดาบทะลุฟ้า ฟัดทะลุเวลา) (2005)

Rob-B-Hood (วิ่งกระเตงฟัด) (2006)

Run Papa Run (2008)

Wushu (2008)

“Shenmue Online (VG) (2008)

The Shinjuku Incident (ใหญ่แค้นเดือด) (2009)

“Armour Of God : Chinese Zodiac (ใหญ่สั่งมาเกิด 3 ตอน วิ่ง・ปล้น・ฟั

Emilia Clarke

มารู้จักกับสาวสวยหุ่นโค้งเว้าที่ชื่อ Emilia Clarke ดาราสาวผู้รับบท แม่มังกร แห่ง Game of Thrones มหาศึกชิงบัลลังก์ ซึ่งชื่อที่เราอ่านกันในภาษาไทยก็คือ เดนี หรือ เดเนอริส ทาร์แกเรียน (Daenerys Targaryen) ความสวยของเธอในซีรีส์นั้นโดดเด่นจริงๆ ขนาดเราเป็นผู้หญิงด้วยกันเรายังมองเธอด้วยความชื่นชม นอกจากนี้ที่นอกจอเงินเธอยังได้รับตำแหน่ง Sexiest Woman Alive ปี 2015 จากนิตยสาร Esquire อีกด้วย

Emilia Clarke ผู้รับบทแม่มังกร เดเนอริส

เอมมิเลีย คลาร์ก (Emilia Clarke) เธอเกิดวันที่ 26 ตุลาคม 1986 สูงประมาณ 157 หนัก 52 กก. เกิดที่ประเทศอังกฤษ

ผลงานทีคนไทยน่าจะได้ยินชื่อมาบ้าง ก็หนังเรื่อง เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator Genisys คนเหล็ก 5 มหาวิบัติจักรกลยึดโลก) ค่ะ

มหาศึกชิงบัลลังก์ (Game of Thrones) เป็นภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์แนวแฟนตาซีย้อนยุค ของสถานีโทรทัศน์เอชบีโอ สร้างสรรค์โดยเดวิด เบนิออฟฟ์ และดี. บี. ไวส์ ดัดแปลงจากหนังสือเล่มที่หนึ่งของชุดหนังสือนิยายขายดีของจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน ชุด มหาศึกชิงบัลลังก์ เรื่อง เกมล่าบัลลังก์ ฉายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา 17 เมษายน 2554

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Dwayne Johnson (ดเวย์น จอห์นสัน)

ประวัติย่อ

ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) มีชื่อจริงว่า ดเวย์น ดักลาส จอห์นสัน (Dwayne Douglas Johnson) เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1972 นักมวยปล้ำอาชีพและนักแสดงลูกครึ่งแคนาดา-อเมริกัน และมีเชื้อสายซามัว เป็นนักมวยปล้ำของWWE ในชื่อที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เดอะร็อก (The Rock) ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า ดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน (Dwayne “The Rock” Johnson) หรือฉายาคือหินเดินได้

จอห์นสันที่มีงานเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะหยุดยั้งงานแสดงของเขาเลยด้วยผลงานภาพยนตร์ดังต่อเนื่องที่จะเข้าฉายในปี 2015 นอกเหนือจาก Furious 7 แล้ว เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง San Andreas สำหรับวอร์เนอร์ บรอส. พิคเจอร์ส ท่เขารับบทนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ที่ต้องฝ่าอันตรายข้ามแคลิฟอร์เนียเพื่อตามหาลูกสาวเขาหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง นอกจากนี้ เขายังถูกวางตัวให้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Central Intelligence สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา ซึ่งดัดแปลงจาก Bay Watch รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง The Janson Directive สำหรับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สด้วย ในปีนี้ เขายังจะได้แสดงซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Ballers ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักฟุตบอลที่ต้องรับมือกับเพื่อนพ้อง ครอบครัวและผู้ดูแลของพวกเขา และกำกับโดยปีเตอร์ เบิร์กอีกด้วย

ผลงานอื่น ๆ ของจอห์นสันรวมถึง ภาพยนตร์พาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Hercules ที่กำกับโดยเบรท แรทเนอร์ และจอห์นสันรับบทนำ, ทริลเลอร์ดรามาเรื่อง Snitch เกี่ยวกับพ่อผู้ทำงานแฝงตัวให้กับหน่วยป.ป.ส. เพื่อปลดปล่อยลูกชายของเขาที่ถูกคุมขังหลังจากถูกใส่ร้ายในเรื่องการค้ายาเสพติด, G.I. Joe: Retaliation ภาคสองของแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัย ประกบบรูซ วิลลิส และแชนนิง ทาทัม, ภาพยนตร์อินดีดรามาเรื่อง Empire State ประกบเลียม เฮมส์เวิร์ธ และเอ็มมา โรเบิร์ตส์, Pain & Gain ประกบมาร์ค วอห์ลเบิร์ก และ Fast Five และ Fast and Furious 6 ซึ่งทำรายได้รวมกันได้ 1.4 พันล้านเหรียญทั่วโลก


ผลงานก่อนหน้านี้ที่หลากหลายของจอห์นสันรวมถึง Race to Witch Mountain, The Tooth Fairy, Planet 51, Get Smart, The Game Plan, Journey 2: The Mysterious Island ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 335 ล้านเหรียญทั่วโลก, Be Cool ซีเควลของเรื่อง Get Shorty โดยเอ็มจีเอ็ม ประกบ จอห์น ทราโวลตา, อูมา เธอร์แมน และวินซ์ วอห์น, รีเมกปี 2004 เรื่อง Walking Tall และภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง The Rundown แอ็กชัน/คอเมดีชื่อดังที่กำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก และร่วมแสดงโดยฌอน วิลเลียม สก็อต, โรซาริโอ ดอว์สัน และคริสโตเฟอร์ วอลเคนจอห์นสันได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากจากบทบาทที่มากมายและหลากหลายของเขา ในปี 2008 เอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลีได้ยกย่องจอห์นสันให้เป็นเอลิสต์รุ่นใหม่ของฮอลลีวูด เทียบเท่ากับโรเบิร์ต ดาวนีย์, จูเนียร์, เอลเลน เพจ, เจมส์ แม็คอะวอย และเอมี อดัมส์ความรักในการแสดงของเขาและความต้องการที่จะชิมลางงานอื่นทำให้เขาได้ออกรายการ Saturday Night Live ในเดือนมีนาคม ปี 2000 และทำให้หลายคนประหลาดใจด้วยความชำนาญในการแสดงคอเมดีของเขา และมันก็ทำให้รายการนี้มีเรตติ้งสูงสุดในปีนั้น หลังจากนั้นจอห์นสันก็ได้รับเลือกจากสตีเฟน ซอมเมอร์สให้แสดงใน The Mummy Returns ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 400 ล้านเหรียญทั่วโลก ตัวละครของเขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริหารของยูนิเวอร์แซล ระหว่างการฉายฟิล์ม จนพวกเขาวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์จากตัวละครของเขาในทันที ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Scorpion King ก็ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศในปี 2002 ด้วการเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลประจำเดือนเมษายน


ดเวย์น จอห์นสันเกิดในซานฟรานซิสโกและเติบโตในฮาวาย เขาประสบความสำเร็จการได้ร่วมทีมออลอเมริกันสมัยไฮสคูล และได้ทำหน้าที่ไลน์แมนตัวรับคนดังให้กับทีมมหาวิทยาลัยไมอามี เฮอร์ริเคนส์ และช่วยนำทีมของเขาผ่านอุปสรรคมากมายจนกลายเป็นแชมป์ระดับประเทศ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไมอามี จอห์นสันก็ได้เดินตามรอยเท้าของร็อคกี้ จอห์นสัน พ่อผู้มีชื่อจารึกอยู่ในดับบลิวดับบลิวอี ฮอล ออฟ เฟมของเขา และไฮ ชีฟ ปีเตอร์ ไมเวีย ปู่ของเขา ด้วยการเข้าร่วมแวดวงกีฬาบันเทิงของดับบลิวดับบลิวอี ภายในเวลาเจ็ดปี (1996-2003) อารมณ์ที่รุนแรงของเขาได้นำไปสู่ความสำเร็จด้วยสถิติผู้เข้าชมสูงสุดในอเมริกาและทำลายสถิติการจ่ายเงินเพื่อชมการแข่งขันระหว่างนั้นด้วยเช่นกัน เดอะ ร็อค ที่ดเวย์น จอห์นสันได้สร้างขึ้นได้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเสน่ห์สูงสุดและมีพลังพลุ่งพล่านสูงสุดเท่าที่วงการเคยเห็น ในเดือนมีนาคม ปี 2012 จอห์นสันได้ทำลายสถิติด้วยการหวนคืนสู่ดับบลิวดับบลิวอีอีกครั้ง และเขาก็สามารถโค่นจอห์น ซีนาในการแข่งขันเรสท์เทิล มาเนียครั้งที่ 28 ในไมอามีได้จอห์นสัน ผู้ไม่พอใจกับการอยู่หน้ากล้องเพียงอย่างเดียว ได้เขียนอัตชีวประวัติของตัวเองในชื่อ The Rock Says ซึ่งติดอันดับหนึ่งในลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ ไม่นานนักหลังจากที่มันตีพิมพ์ในเดือนมกราคม ปี 2000


ในปี 2006 จอห์นสันได้ก่อตั้งเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันขึ้น โดยพันธกิจของเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันคือ การให้การศึกษา ให้อำนาจและให้แรงจูงใจกับเด็ก ๆ ทั่วโลกผ่านทางความสมบูรณ์พร้อทางกายภาพและสุขภาพ จอห์นสันเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้มุ่งมั่น เขาเป็นโฆษกคนปัจจุบันของโครงการรณรงค์เรื่องโรคเบาหวานของมูลนิธิเอนเตอร์เทนเมนต์ อินดัสทรี ฟาวน์เดชัน นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกดาราคนดังสำหรับสภากาชาดอเมริกันและทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีคนดังแห่งชาติสำหรับมูลนิธิเดอะ เมค อะ วิช ฟาวน์เดชันอีกด้วย ในปี 2008 สภาคองเกรสอเมริกาและคณะกรรมาธิการผู้นำร่วมของอเมริกาได้ยกย่องเขาด้วยการมอบรางวัลฮอไรซัน อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลที่สภาคองเกรสมอบให้กับภาคเอกชน ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอันโดดเด่นและมอบโอกาสให้กับเยาวชนทั่วประเทศ

สนันสนุนข้อมูลโดย  BunTube.net ดูหนังออนไลน์