Ruel

รูล แวน ไดจ์ค เกิดในเดือนตุลาคม ปี 2002 ที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดาของเขา มารดาของเขามีชื่อว่า เคท แวน ไดจ์ค และ บิดาของเขาชาวนิวซีแลนด์ ราล์ฟ แวน ไดจ์ค รูลมีพี่สาว 2 คน ชื่อว่า ซิลเวีย และ โคโค่ เขาอาศัยอยู่ในลอนดอนจนกระทั่งครอบครัวของเขาย้ายมาที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เขาเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

หนุ่มน้อยรูล เริ่มฉายแสงตั้งแต่วัย 15  จากเพลง โกลเด้น เยียร์ส (Golden Years) ก่อนจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในปีเดียวกัน ดอนท์ เทล มี (Don’t Tell Me) ที่มีเนื้อหาทรงพลังจากฝีมือการแต่ง ของเขาเอง กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รูลเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนเพลงป็อปบัลลาด และตามด้วยอีกหลายผลงานเพลง อาทิ น็อต ธิงกิน เบาท์ ยู (Not Thinkin’ Bout You), เฟซ ทู เฟซ (Face to Face), เรียล ธิง (Real Thing) จากมินิอัลบั้ม เรดดี้ (Ready) และฟรี ไทม์ (Free Time) ซึ่งปัจจุบันมียอดสตรีมมิ่งรวมมากกว่า 400 ล้านครั้ง และรวมไปถึง เดซ แอนด์ คอนฟิวส์ (Dazed & Confused) เพลงฮิตจังหวะหนักแน่นที่พาเขาขึ้นไปรับรางวัล Breakthrough Artist of The Year บนเวที ARIA Awards 2018 ด้วยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
16 รูปภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบอร์ด Ruel | แวน สามีในอนาคต และ คนดัง
รูลกลายเป็นหนึ่งในศิลปินวัยรุ่นมาแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์เป็นของตัวเองมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยเริ่มออกเดินทางครั้งแรกใน รูล เรดดี้ เวิลด์ ทัวร์ (Ruel Ready World Tour) และกลับมาโชว์ด้านที่เติบโตยิ่งขึ้น ใน รูล ฟรี ไทม์ เวิลด์ ทัวร์ (Ruel Free Time World Tour) ซึ่งได้กระแสตอบรับถล่มทลาย คว้าสถิติบัตรโซลเอาท์จากทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เกาะอังกฤษ รวมถึงจุดหมายหนึ่งเดียวของเอเชียอย่างประเทศไทย

Oasis

Oasis เป็นวงดนตรีร็อคจาก แมนเชสเตอร์ ในปี 1991 ซึ่งสมาชิกบางส่วนมาจากวง The Rain มีสมาชิกดั้งเดิมอันได้แก่ เลียม แกลลาเกอร์ (ร้องนำ), พอล “โบนเฮ้ด” อาร์เธอร์ (กีตาร์), พอล “กวิ๊กซี่” แม็คเกวียน (กีตาร์) และ โทนี่ แม็คคารอล (กลอง) พวกเขาได้ชักชวนพี่ชายของเลียม โนล แกลลาเกอร์ (มือกีตาร์และร้องนำ) เป็นสมาชิกลำดับที่ห้าของวง และวงก็ได้ตัดสินใจไลน์อัพจนถึงเดือนเมษายน 1995

โอเอซิสเซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับสังกัดค่ายเพลงอิสระ Creation Records ในปี 1993 และปล่อยสตูดิโออัลบั้มแรกของวง Definitely Maybe (1994) ปีถัดมาทางวงก็ได้ปล่อยสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สอง (What’s the Story) Morning Glory? (1995) โทนี แม็คคารอล มือกลองของวงลาออกอย่างไม่ทราบสาเหตุและได้แอลัน ไวต์ มือกลองจากวงร็อคอังกฤษ Starclub เข้ามาแทนที่ ท่ามกลางการแข่งขันชิงความเป็นใหญ่ในทำเนียบเพลงชาร์จเพลงกับวงบริตป็อป เบลอ สองพี่น้องตระกูลแกลลาเกอร์ให้ความสำคัญกับหนังสือพิมพ์ที่มีการเขียนข้อพิพาทสำหรับสองพี่น้องและการใช้ชีวิตที่ดูป่าเถื่อน ในปี 1997 โอเอซิสปล่อยสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สาม , Be Here Now (1997) นับได้ว่าเป็นอัลบั้มเพลงที่ขายได้รวดเร็วนับตั้งแต่วันปล่อยอัลบั้มในวงการชาร์จเพลงอังกฤษ ควาามนิยมของอัลบั้มนับว่าได้เสียงตอบรับอย่างดีมากนัก แม็คเกวียน และ อาร์เธอร์ได้ลาออกจากจากวง ในปี 1999 และวงก็ได้ปล่อยอัลบั้มสตูดิโอลำดับที่สี่ Standing on the Shoulder of Giants (2000) หลังการลาออกของอาร์เธอร์และแมคเกวียน ได้ถูกแทนที่ด้วย เจม อาเชอร์ มือกีตาร์และฟรอนแมนท์จากวง Heavy Stereo และแอนดี้ เบลล์มือกีตาร์และฟร้อนแมนวง Hurricane No. 1 ซึ่งทั้งคู่ยังมีส่วนช่วยในการทัวร์คอนเสิร์ตโปรโมทอัลบั้มชุดที่ 4 และทำให้อัลบั้มชุดนี้ประสบความสำเร็จในระดับที่พึงพอใจ อัลบั้มชุดที่ห้าของพวกเขา Heathen Chemistry (2002) โนล แกลลาเกอร์มีการเข้มงวดมากขึ้นโดยสมาชิกทั้งหมดมีส่วนร่วมในการทำอัลบั้มนี้ ในปี 2004 ทางวงได้มือกลองวง The Who แซค สตาร์กี้ แทนที่แอลัน ไวต์และก็ได้วางจำหน่ายอัลบั้มชุดที่หก Don’t Belive the Truth (2005) นับได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง
Don't Stop": Oasis anuncia el lanzamiento de canción inédita

 

 

หลังจากปล่อยอัลบั้มชุดที่เจ็ด Dig Out Your Soul (2008) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สตาร์กี้มือกลองก็ได้ลาออก และถูกแทนที่ด้วยคริส ชาร็อคส์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของวง ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตของสองพี่น้องตระกูลแกลลาเกอร์ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากนั้น โนล แกลลาเกอร์ประกาศชี้แจงในเดือนสิงหาคม 2009 ว่าเขาต้องการจะออกจากวงหลังจากทะเลาะกับเลียมในงานเทศกาลดนตรี โดยวงที่ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ยังคงหลงเหลืออยู่นำโดยเลียม แกลลาเกอร์ตัดสินใจที่จะทำงานดนตรีต่อโดยใช้ชื่อวง Beady Eye ก่อนที่จะยุบวงลงในปี ค.ศ. 2014 , ขณะที่โนล แกลลาเกอร์อยากทำวงดนตรีเพลงแยกออกมากซึ่งต่อมาก็คือ Noel Gallagher’s High Flying Birds

โอเอซิสยังติดลำดับที่แปดในชาร์ตซิงเกิ้ลของอังกฤษ และติดลำดับที่แปดของชาร์ตอัลบั้มอังกฤษ และได้ลำดับที่สิบห้าใน NME Awards และลำดับที่เก้าของ Q Awards และลำดับที่สี่ของ MTV Europe Music Awards และลำดับที่หกของ Brit Awards และในปี 2007 ยังได้รางวัลผลงานโดดเด่น และยังได้อัลบั้มที่ดีในช่วงสามสิบปีคัดเลือกโดย BBC Radio 2 อีกทั้งเขายังได้รับการเสนอชิงชื่อจาก รางวัลแกรมมี ถึงสามครั้ง ในปี 2009 วงมียอดขายประมาณ 70 ล้านแผ่นทั่วโลก อีกทั้งวงยังได้รับการระบุในหนังสือกินเนสส์บุ๊คในปี 2010 10 วงดนตรีที่ติดชาร์จท็อปเป็นเวลายาวนาน โดยไม่มีเคยมีมาก่อนสำหรับการติดอันดับ 22 เป็นเวลา 10 สัปดาห์ของอังกฤษ กินเนสส์บุ๊คยังกล่าวว่าเป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จในช่วงปี 1995 ถึง 2005 โดยกินเวลาไปถึง 765 สัปดาห์ในการติดท็อป 75 ซิงเกิ้ลและชาร์จอัลบั้ม

นิชคุณ Nichkhun

นิชคุณ หรเวชกุล (ชื่อเล่น: คุณ)  เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ที่เมืองแรนโค คูคามอนกา (Rancho Cucamonga) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนและนับถือศาสนาพุทธ บิดาเป็นชาวไทยชื่อ ธีรเกียรติ หรเวชกุล และมารดาเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนชื่อ เย็นจิต หรเวชกุล นิชคุณเป็นลูกคนที่ 2 จาก 4 คนในครอบครัว มีพี่ชาย 1 คน คือ ณิชฌาน หรเวชกุล (ชื่อเล่น: ฌาน) จบการศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ที่ University of California riverside[1] และมีน้องสาวอีก 2 คน คือ[2]นิธิกานต์ ญาณิน หรเวชกุล (ชื่อเล่น: ญาณิน) จบการศึกษาแล้วจาก คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กับ ณัฐจารี หรเวชกุล (ชื่อเล่น: เชอรีน) ผู้เข้าประกวดในรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 9 ซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เมื่ออายุได้ 1 ปี ครึ่ง นิชคุณย้ายกลับมาประเทศไทยพร้อมครอบครัว[3] โดยในช่วงแรกนิชคุณพักอาศัยอยู่ที่บ้านในซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 และศึกษาระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 4 ณ โรงเรียนเทพกาญจนา ซึ่งตั้งอยู่ย่านพรานนก ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้นนิชคุณได้รับรางวัลนักเรียนสุขภาพฟันดีเสมอมา ในช่วงที่ศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นิชคุณและครอบครัวย้ายไปพักอยู่ที่บ้านย่านถนนพุทธมณฑลสาย 3[4] นิชคุณจึงต้องย้ายไปศึกษา ณ โรงเรียนแห่งใหม่ คือ โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม จนสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล หลังจากสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น นิชคุณย้ายไปศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งดำเนินการสอนแบบคาทอลิก และมีอายุเก่าแก่กว่า 150 ปี โดยในช่วงแรก นิชคุณพักอาศัยอยู่กับพี่ชายซึ่งศึกษาอยู่ใน นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่ภายหลังพี่ชายย้ายไปศึกษาต่อใน สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้นิชคุณรู้สึกเหงา คิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก และโทรติดต่อกับครอบครัวในประเทศไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่ในที่สุดก็สามารถปรับตัวกับการอยู่เพียงลำพังคนเดียวได้

น้องคุณ “นิชคุณ” แห่ง 2PM มี Instagram แล้ว ชาวฮอตเทส ไป Follow ...

ในขณะที่นิชคุณอายุได้ 12 ปี และสำเร็จการศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษโดยใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปีครึ่ง ในประเทศนิวซีแลนด์ ป้าของนิชคุณซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาแจ้งให้ครอบครัวของนิชคุณทราบว่ามีห้องพักว่างและหากนิชคุณต้องการที่จะย้ายมาศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ก็สามารถมาพักอาศัยอยู่ด้วยได้ นิชคุณจึงตัดสินใจย้ายมาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรัฐ แคลิฟอร์เนีย โดยเริ่มศึกษาในระดับ (เกรด) 9 ในช่วงแรกของการศึกษา ผลการศึกษาของนิชคุณ (คะแนนเฉลี่ย) อยู่ที่ประมาณ 3.8-3.9 แต่ในภายหลัง คะแนนเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.7 เนื่องจากทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนน้อยลงแต่ให้กับเพื่อนๆ มากขึ้น เมื่อศึกษาไปได้ระยะหนึ่ง นิชคุณย้ายไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยม Los Osos ในลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดใหม่ ตั้งอยู่ใกล้บ้านพัก พี่ชายของนิชคุณต้องการให้นิชคุณย้ายมาศึกษาในโรงเรียนแห่งใหม่นี้ เนื่องจากเห็นว่าโรงเรียนเก่ามีสภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนักและไม่ปลอดภัย ในขณะที่โรงเรียนแห่งใหม่มีขนาดใหญ่กว่า และสภาพแวดล้อมดีกว่า แม้ว่านิชคุณจะค่อนข้างอิดออดเนื่องจากความคุ้นเคยกับโรงเรียนเก่าและเพื่อนๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายโรงเรียน ภายหลังจากที่ปรับตัวเข้าการเรียนในโรงเรียนแห่งใหม่และรู้จักเพื่อนมากขึ้น ผลการเรียนของนิขคุณต่ำลงเล็กน้อย คะแนนเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.4 อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ศึกษาระดับมัธยมใน สหรัฐอเมริกา นิชคุณเป็นที่รู้จักของบรรดานักเรียนในโรงเรียน และเป็นแบบอย่างในด้านการแต่งตัว มีนักเรียนจำนวนมากที่แต่งตัวเลียนแบบนิชคุณ[4] นิชคุณสามารถเล่นเปียโน กีตาร์[ต้องการอ้างอิง] และพูดได้ 5 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน

Lay Zhang

LAY’ (Lay Zhang) คือศิลปินมากความสามารถ, โปรดิวเซอร์, นักร้อง-นักเขียนเพลง, นักแสดง, นักเต้น และผู้นำแฟชั่นสัญชาติจีน ขณะนี้เขาเป็นไอดอลอันดับ 1 ของประเทศจีน และเป็นศิลปินจีนคนแรกที่พาบทเพลงเข้าชาร์ต iTunes Top 60 นอกจากนี้ผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ‘Ex-Files 2’ ยังทำให้เขาชนะรางวัล Best Movie Original Soundtrack ในงานประกาศรางวัล Top Chinese Music Awards ครั้งที่ 16 อีกด้วย

ผลงานเพลงเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขา ‘What U Need’ เปิดตัวด้วยอันดับ 4 บนชาร์ต China V Chart และ ชาร์ต Billboard’s World Digital Songs ส่วนมินิอัลบั้ม ‘Lose Control’ ก็สามารถครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard’s China V Chart ติดต่อกันเป็นเวลานานมากถึง 6 สัปดาห์

อัลบั้มที่ 2 ของเขา ‘Lay 02 Sheep’ ได้ทำลายถึง 5 สถิติบนประวัติศาสตร์ของ QQ Music เช่นการทำยอดขายได้ระดับเพชรภายในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง 11 นาที ส่วนอัลบั้มที่ 3 ของเขา ‘NAMANANA’ ก็ไม่น้อยหน้ากับการเปิดตัวที่อันดับ 21 บนชาร์ต Billboard 200 รวมถึการขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต World Albums และ Independent Albums อีกด้วย

ในปี 2019 ‘LAY’ ได้ถูกเชิญเข้าร่วมงานประกาศรางวัล GRAMMY Awards ครั้งที่ 61 ในฐานะตัวแทนจากประเทศจีน อีกทั้งยังสร้างสถิติด้วยการขายบัตรคอนเสิร์ตที่สนาม Mercedes-Benz ในนครเซียงไฮ้ได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงแค่ 8 วินาทีเท่านั้น รวมถึงคอนเสิร์ตของเขาในมนฑลหนานจิงก็ขายบัตรหมดภายในเวลาเพียง 25 วินาทีเช่นกัน

LAY เขาสู่วงการดนตรีในฐานะ K-Pop ไอดอลของวงที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง ‘EXO

เขาเป็นหนึ่งในศิลปินเอเชียที่มีคนรักมากที่สุด ด้วยผู้ติดตามมากกว่า 49 ล้านคนบน Weibo และ ผู้ติดตามมากกว่า 11.7 ล้านคนบนอินสตาแกรม เส้นทางฐานะศิลปินเดียวของเขานั้นเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด ด้วยการก้าวขึ้นเป็นศิลปิน Mandopop (ศิลปินป็อปสัญชาติจีน) ที่พาเพลงขึ้นอันดับได้สูงสุดบนชาร์ต Billboard 200 และเป็นศิลปินจีนคนแรกที่สามารถขึ้นชาร์ต iTunes Top 60 ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ นอกจากผลงานในวงการดนตรีแล้วนั้น LAY ยังเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงดังระดับโลก รวมถึงการเป็นพิธีกรในรายการเรียลิตี้โชว์ระดับท็อปสามของเอเชียอีกด้วย

ปีที่แล้ว LAY ได้ปล่อยดิจิตอลมินิอัลบั้ม ‘Honey’ ออกมาซึ่งก็มีกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดขายมากกว่า 1.87 ล้านยูนิตบน QQ Music ในเวลาเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น

ล่าสุด LAY เปิดตัวซิงเกิลใหม่ ‘Jade’ ผลงานการร่วมมือเขียนของเพื่อนศิลปิน Dante Leon, Adam Halliday และผลงานการเขียนของเจ้าตัว  อีกทั้งยังได้โปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่าง Murda Beatz มาร่วมโปรดิวซ์ให้อีกด้วย โดยเพลงนี้ถูกปล่อยออกมาในนามค่าย Zhang Yixing Studio ค่ายเพลงที่เจ้าตัวได้สร้างขึ้นมานั่นเอง

‘Jade’ เป็นบทเพลงที่ผสมผสานดนตรีจากละครงิ้วที่คุ้นเคยกันดีของประเทศจีนเอาไว้กับดนตรีสไตล์ตะวันออก โดยใช้เทคนิคอันแพรวพราวของทีมโปรดักชั่นเข้าทำหน้าที่เพื่อผสานไให้เพลงนี้ออกมาได้อย่างลงตัวและโดดเด่น

เปิดตัวด้วยอินโทรสไตล์จีนที่น่าดึงดูด และคุ้นหู ก่อนจะพาไปพบกับดนตรีป็อป-ฮิปฮ็อป ที่มาพร้อมกับความลื่นไหลของเสียงร้องอันมีเสน่ห์ของหนุ่ม LAY ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักในโลกทุกวันนี้

‘Jade’ เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มใหม่แบบ 2 พาร์ทของเขา ซึ่งเขาเตรียมปล่อยพาร์ทแรกออกมาให้แฟนๆได้ฟังกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2020

Katy Perry

แคเทอรีน เอลิซาเบธ ฮัดสัน (Katheryn Elizabeth Hudson; เกิด 25 ตุลาคม ค.ศ. 1984) หรือชื่อในวงการคือ เคที เพร์รี (Katy Perry) เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักธุรกิจ นักการกุศล และนักแสดงชาวอเมริกัน เคที เพร์รีโตที่แซนตาบาร์บารา แคลิฟอร์เนีย ในวัยเด็ก เธอจำกัดแนวเพลงตนเองเป็นเพลงป็อปเท่านั้น และทำงานร้องเพลงกอสเปลในโบสถ์ขณะเป็นวัยรุ่น ออกเป็นสตูดิโออัลบั้มเปิดตัวในชื่อ เคที ฮัดสัน ในปี ค.ศ. 2001 ปีต่อมา เธอย้ายไปที่ลอสแอนเจลิสเพื่อลองท้าทายแนวดนตรีป็อปร็อก หลังจากเธอหมดสัญญากับค่ายเพลงดิไอส์แลนด์เดฟแจมมิวสิกกรุ๊ปและโคลัมเบียเรเคิดส์ เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายแคปิตอลเรเคิดส์ใน ค.ศ. 2007

เพร์รีเริ่มมีชื่อเสียงใน ค.ศ. 2008 หลังจากออกซิงเกิล “ไอคิสด์อะเกิร์ล” จากอัลบั้มชุดที่สอง วันออฟเดอะบอยส์ อัลบั้มชุดที่สามในชื่อ ทีนเอจดรีม (ค.ศ. 2010) ตามมาพร้อมกับซิงเกิลที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อย่าง “แคลิฟอร์เนียเกิลส์” และ “ทีนเอจดรีม” หลังจากนั้นก็มีซิงเกิลอันดับหนึ่งอีกหลายซิงเกิล เช่น “ไฟร์เวิร์ก”, “อี.ที.” และ “ลาสต์ฟรายเดย์ไนต์ (ที.จี.ไอ.เอฟ.)” อัลบั้มนี้กลายเป็นอัลบั้มของศิลปินหญิงอัลบั้มแรกที่มีซิงเกิลอันดับหนึ่งของชาร์ตบิลบอร์ดถึง 5 เพลง และเป็นรองจากอัลบั้ม แบด (ค.ศ. 1987) ของไมเคิล แจ็กสัน ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2012 เธอออกอัลบั้มซ้ำในชื่อ ทีนเอจดรีม: เดอะคอมพลีตคอนเฟกชัน มีซิงเกิลอันดับหนึ่งคือ “พาร์ตออฟมี” อัลบั้มชุดที่สี่ ปริซึม (ค.ศ. 2013) ก็มีซิงเกิลอันดับหนึ่งได้แก่ “โรร์” และ “ดาร์กฮอร์ส”

เพร์รีได้รับรางวัลและได้เสนอเข้าชิงรางวัลมากมาย เธอได้อยู่ในรายชื่อ “สตรีที่มีรายได้สูงสุดด้านดนตรี” ใน ค.ศ. 2011, 2012 และ 2013 จัดโดยนิตยสารฟอบส์ เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 11 ล้านชุดและขายซิงเกิลได้ 81 ล้านซิงเกิลทั่วโลก เพร์รีได้ทำสินค้าของตัวเองและออกจำหน่ายน้ำหอมเพอร์ เมียว! และคิลเลอร์ควีน ในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2011 เธอเริ่มงานภาพยนตร์โดยพากย์เสียงให้ตัวละคร สเมิร์ฟเฟตต์ จากเรื่อง เดอะสเมิฟส์ ในต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 เธอออกภาพยนตร์สารคดีชีวประวัติแบบ 3 มิติเรื่อง เคที เพร์รี: พาร์ตออฟมี มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของเธอในฐานะนักร้องทัวร์คอนเสิร์ตและการแยกทางจากนักแสดงตลกชาวอังกฤษ รัสเซลล์ แบรนด์ อดีตสามีที่สมรสกันเป็นเวลาหนึ่งปี

ผลงาน
Katy Hudson (2001)
One of the Boys (2008)
Teenage Dream (2010)
Prism (2013)

Jennifer Lopez

นักแสดง / นักร้องหญิง เจนนิเฟอร์ โลเปซ เกิดที่บรองซ์นิวยอร์กเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 1969 หลังจากเริ่มต้นในโรงละครดนตรีตอนเป็นเด็กเธอเปิดตัวภาพยนตร์ของเธอตอนอายุ 16 ใน My Little Girl ที่ไม่ค่อยได้เห็น แต่อาชีพของเธอจนตรอกจนกระทั่งเธอถูกทาบทามให้เป็นหนึ่งในการเต้นรำ “Fly Girls” บนภาพร่างทางโทรทัศน์ ซีรีย์ตลกใน Living Color บทบาทซ้ำซากในละครทีวีเรื่อง Second Chances ก่อนที่โลเปซจะถูกผลักดันให้เข้าร่วมกับนักแสดงอย่าง Wesley Snipes และ Woody Harrelson ในภาพยนตร์เรื่อง Money Train ปี 1995 บทบาทที่มีขนาดเล็กลงในภาพรวมถึง My Family / Mi Familia, Jack, และ Blood and Wine ตามมาก่อนที่เธอจะได้เป็นเจ้าของตำแหน่งใน Selena ในปี 1997 แสดงให้เห็นถึงนักร้อง Tejano ที่ถูกสังหาร Lopez (ส่วนหนึ่งของครอบครัวเปอร์โตริกัน) นำแสดงโดยจอร์จคลูนีย์ในปี 1998 กลายเป็นนักแสดงหญิงลาติน่าที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด; ในฤดูร้อนของปีถัดมาเธอกลับมาสู่รากเหง้าทางดนตรีของเธอด้วยการเปิดตัวอัลบั้มป๊อปของเธอในวันที่ 6 ได้รับความนิยมอย่างมากจากซิงเกิ้ล “If You Had My Love.”

 

 

อัลบั้มถัดมานี้มีชื่ออย่างเหมาะสมว่า “เจ. โล” ( J.Lo) ซึ่งออกมาในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2544 เพลง “Love Don’t Cost A Thing” ซิงเกิ้ลแรกในอัลบั้มที่สองของเธอ ได้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในอังกฤษ ส่วนตัวอัลบั้มอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรกที่วางขาย ตามด้วยซิงเกิ้ล “Play” ส่วน 2 ซิงเกิ้ลถัดมา “I’m Real” และ “Ain’t It Funny” ได้ถูกรีมิกซ์ใหม่ โดย Murder Inc. ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาทั้ง 2 เพลง หลังจากนั้นไม่นานเธอได้ออกอัลบั้มรวมเพลงรีมิกซ์ที่ชื่อว่า “เจ ทู ธา แอล- โอ !” ( J to tha L-O!) ได้ออกมาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ทบิลบอร์ดอัลบั้ม ถือเป็นอัลบั้มรีมิกซ์อัลบั้มแรกที่ขึ้นอันดับ 1 ได้
อัลบั้มที่ 3 “This Is Me…Then” ซึ่งออกซิงเกิ้ลฮิตที่ชื่อว่า “Jenny From the Block” ไต่ชาร์ทสูงสุดที่อันดับ 3 เจนนิเฟอร์ได้มีความรักอย่างลึกซึ้งกับนักแสดงและผู้เขียนบทภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี่ อวอร์ดส์ที่ชื่อ เบน เอฟเฟ็ค ( Ben Affleck) โดยได้ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย ซิงเกิ้ลต่อมา “All I Have” ร่วมงานกับ LL Cool J ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาเป็นซิงเกิ้ลที่ 4 ของเธอ ทางด้านการแสดงเธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “จีลี่” (Gigli)กับเบน เอฟเฟ็คใน พ.ศ. 2546 ทั้งสองได้หมั้นหมายกันในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 แต่การหมั้นหมายครั้งนี้ได้ถูกยกเลิกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2547 เจ.โลได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างสายฟ้าแลบกับมาร์ค แอนโธนี ( Marc Anthony) และเริ่มงานของเธอใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงเกิดผลงานในอัลบั้มที่สี่ที่ชื่อว่า “Rebirth” ซิงเกิ้ลเปิดตัวของอัลบั้มนี้มีชื่อว่า “Get Right” ตามมาด้วยผลงานด้านภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง เช่น เรื่อง “Jersey Girl” ใน พ.ศ. 2546 และเรื่อง “Shall we Dance?” ใน พ.ศ. 2547 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 เจนนิเฟอร์ และไมเคิล วารทัน (Michael Vartan) ได้อยู่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์แนวโรแมนติค คอมมิวดี้ เรื่อง “Monster-In-Law” ในเมืองลอสแอนเจลิส ทางด้านผลงานเพลงเธอได้ร่วมงานกับ LL Cool J ในเพลง “Control Myself” ขึ้นอันดับ 4 ในอเมริกา และ อันดับ 2 ในอังกฤษ นอกจากนั้นเธอยังได้ออกผลิตภัณฑ์น้ำหอม “Glow” ,”Stll” และ “Miami Glow” และเธอยังออกเสื้อผ้าในชื่อ “Sweetface”
ในปี 2550 เธอได้ออกอัลบั้มภาษาสเปนเป็นครั้งแรกกับอัลบั้ม “Como Ama una Mujer” ที่สามารถขึ้นชาร์ท Billboard Latin Album Chart ที่อันดับ 1 และในปีเดียวกันเธอออกสตูดิโออัลบั้มภาษาอังกฤษอัลบั้มที่ 6 ที่ชื่อว่า “Brave” ในอัลบั้มนี้ Jennifer Lopez ยังได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอย่าง J.R. Rotem, Ryan Tedder, Middi Mafia และ Bloodshy อีกด้วย โดยมีเพลง Do It Well เป็นซิงเกิ้ลแรก
ในปี 2553 เจนมีผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ชื่อว่า “The Back-Up Plan” ซึ่งรับบทเป็น “โซอิ” ซึ่งจะเข้าฉายเร็วๆนี้ ต่อมาเธอได้ออก ซิงเกิ้ลชื่อว่า “Louboutins” ซึ่งเธอเปิดตัวเพลงนี้ที่งานประกาศรางวัล American Music Awards 2010 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมากในโชว์ครั้งนี้ แต่เรื่องที่แฟนเพลงของเจนต้อง งง ก็คือ เจนได้หมดสัญญากับค่าย Sony Music และไม่มีการต่อสัญญา เจนได้พูดว่า “Jennifer had a wonderful relationship with the Sony Music Group, and they have shared many successes together, but the time was right to make a change that best serves the direction of her career as an actress and recording artist, she is grateful and appreciative to everyone at Sony for all that they accomplished together”.” และหลังจากนั้นเธอได้ย้ายมาอยู่กับค่าย Island Def Jam Records แต่อัลบั้มใหม่ของเธอที่ชื่อว่า “Love?” ก็ยังไม่ได้ยุบโครงการไป ซึ่งเจนได้บอกว่าจะมีอัลบั้มนี้แน่นอนและจะมีเพลงเพิ่มขึ้นกับบ้านหลังใหม่อีกด้วย

The Script

เดอะสคริปต์ (The Script) เป็นวงดนตรีไอริชจากดับลิน ไอร์แลนด์ ปัจจุบันสังกัดค่ายอาร์ซีเอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซนี่ บีเอ็มจี สหราชอาณาจักร อัลบั้มแรกของพวกเขา เดอะสคริปต์ เพิ่งออกจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้

มาร์ค และแดนนีเคยเป็นโปรดิวเซอร์มาก่อน เคยร่วมงานกับรอดนีย์ เจอร์คินส์, เดอะเนปจูนส์, เท็ดดี, รีลลี และดัลลาส ออสติน พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายมาที่ดับลิน และได้พบเกล็น และตั้งวงดนตรีขึ้นมา เดอะสคริปต์เซ็นสัญญากับโฟโนจีนิค ในฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2550 และออกจำหน่ายอีพีในลาสท์เอฟเอ็ม

ซิงเกิลแรกของพวกเขา “วีคราย” ขึ้นตำแหน่ง ‘ซิงเกิลประจำสัปดาห์’ ทาง RTÉ 2FM, Today FM และ Jo Whiley ทางสถานีวิทยุ BBC 1 อัลบั้มแรกของพวกเขาขึ้นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ในสัปดาห์แรกที่ออกจำหน่าย

The Script ปล่อยอัลบั้มใหม่ SUNSETS & FULL MOONS – DUDEPLACE

สมาชิก  
Danny O’Donoghue
Mark Sheehan
Glen Power

ผลงาน
The Script (2008)
Science & Faith (2010)
#3 (2012)[43]
No Sound Without Silence (2014)

Panic! At The Disco

Panic! At The Disco เป็นวงดนตรีป๊อปร็อคชาวอเมริกันจากลาสเวกัส, เนวาดา, ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 โดยเพื่อนในวัยเด็ก Brendon Urie, Ryan Ross, Spencer Smith และ Brent Wilson ตั้งแต่ปี 2015 นักร้อง Urie เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของวงเท่านั้นโดยมี Dan Pawlovich มือกลอง Nicole Row มือเบสและมือกีต้าร์ Mike Naran มากับเขาในทัวร์ Panic! At The Disco บันทึกการสาธิตครั้งแรกขณะอยู่ในโรงเรียนมัธยม หลังจากนั้นไม่นานวงก็บันทึกและปล่อยอัลบั้มสตูดิโอเปิดตัว  A Fever You Can’t Sweat Out (2005) ได้รับความนิยมจากซิงเกิ้ลที่สอง “I Write Sins Not Tragedies” อัลบั้มนี้ได้รับการรับรองแพลทตินัมทริปเปิลในสหรัฐอเมริกา ในปี 2549 ผู้ก่อตั้งเบสเบรนต์วิลสันถูกไล่ออกจากวงในระหว่างการทัวร์รอบโลกและต่อมาถูกแทนที่ด้วยจอนวอล์คเกอร์
อัลบั้มที่สองของวง Pretty. Odd (2008) ได้รับอิทธิพลมาจากวงดนตรีร็อคในยุค 1960 Beatles, Zombies และ Beach Boys และนำหน้าโดยเพลง “Nine in the Afternoon” อัลบั้มนั้นโดดเด่นออกจากเสียงของการเปิดตัวของวงดนตรี Ross และ Walker ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนทิศทางใหม่ของวงออกเนื่องจาก Urie และ Smith ต้องการเปลี่ยนแปลงสไตล์ของวง รอสส์และวอล์คเกอร์ต่อมาได้ก่อตั้งวงใหม่ขึ้นมาคือ Young Veins ทำให้ Urie และ Smith ออกจากการเป็นสมาชิก Panic! At The Disco
ต่อเนื่องในฐานะคู่หู Urie และ Smith ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ “New Perspective” สำหรับภาพยนตร์ของ Jennifer’s Body และคัดเลือก Dallon Weekes มือเบสและมือกีตาร์ Ian Crawford เป็นนักดนตรีทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อการแสดงสด หลังจากแต่งตั้ง Weekes เข้ากลุ่มผู้เล่นตัวจริงในฐานะสมาชิกเต็มเวลา 2553 อัลบั้มสตูดิโออัลบั้มที่สามของ Vices & Virtues (2011) บันทึกโดย Urie และ Smith ในปี 2010 โดย John Feldmann และ Butch Walker ครอว์ฟอร์ดออกเดินทางเมื่อวงจรทัวร์สำหรับความชั่วร้ายและคุณธรรมสิ้นสุดลงในปี 2555
Panic! at the Disco's Brendon Urie Goes 'Full On Elsa' For 'Into ...
ในฐานะที่เป็นสามชิ้น Urie, Smith และ Weekes บันทึกและปล่อยอัลบั้มสตูดิโอชุดที่สี่ของวง Too Weird to Live, Too Rare to Die!, ในปี 2013 ก่อนที่จะมีการเปิดตัวอัลบั้ม Smith ออกจากวงอย่างไม่เป็นทางการเนื่องจาก ปัญหาสุขภาพและยาเสพติดทำให้ Urie และ Weekes เป็นสมาชิกที่เหลือ นักกีต้าร์ชื่อเคนเนธ แฮร์ริสและมือกลองแดนพาโคลโลวิชเป็นนักดนตรีเพื่อการแสดงสด
ในปี 2015 สมิธ ออกจากวงอย่างเป็นทางการหลังจากที่ไม่ได้แสดงสดกับวงดนตรีตั้งแต่ออกเดินทางในปี 2013 หลังจากนั้นไม่นาน Weekes ก็กลับมาเป็นสมาชิกการท่องเที่ยวอีกครั้งทำให้ Urie เป็นสมาชิกคนเดียวของทีมอย่างเป็นทางการ ในเดือนเมษายนปี 2015 “Hallelujah” ได้รับการปล่อยตัวเป็นซิงเกิ้ลแรกจาก Panic! At The Disco ในอัลบั้มที่ห้า, Death of a Bachelor (2016)
ในเดือนธันวาคม 2017 วีคส์ได้ประกาศอย่างเป็นทางการจากวง เขาถูกแทนที่ในเดือนมีนาคม 2018 โดย Nicole Row ต่อมาในเดือนเดียวกันนั้นวงก็ปล่อย “Say Amen (Saturday Night)” ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลนำจากอัลบั้มสตูดิโอชุดที่หกของพวกเขา Pray for the Wicked (2018) ซึ่งวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน ในเดือนกันยายน 2018 แฮร์ริสถูกไล่ออกหลังจากถูกกล่าวหาว่าประพฤติผิดทางเพศหลายครั้งและถูกแทนที่โดยไมค์ Naran ในเดือนตุลาคม

Calvin Harris นักร้อง-นักแต่งเพลงชาวสก็อต

Calvin Harris เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1984 เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวสก็อต และยังเป็นโปรดิวเซอร์เพลง เขาเกิดและโตในดัมฟริส เขาออกผลงานอัลบั้มชุดแรก I Created Disco ในปี 2007 มีซิงเกิลอย่าง “Vegas”, “Acceptable in the 80s”, “The Girls”, “Merrymaking at My Place” และ “Colours” ต่อมาในปี 2008 บันทึกเสียงเพลง “Dance wiv Me” กับแร็ปเปอร์อังกฤษที่ชื่อ ดิซซีราสคอล เขาออกผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ที่มีซิงเกิลอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรอย่าง “I’m Not Alone”

ผลงานช่วงแรกที่ประสบความสำเร็จของแฮร์ริสในช่วงแรกสุด เมื่อเขาอายุ 21 ปี คือเพลง “Da Bongos” และ “Brighter Days” ออกวางขายในรูปแบบคลับซิงเกิล 12 นิ้ว กับสังกัดพริมาเฟซี ต้นปี 2002 ภายใต้ชื่อ Stouffer

แฮร์ริสเซ็นสัญญากับอีเอ็มไอ (จัดจำหน่าย) และโซนีบีเอ็มจี (เพลง) ในปี 2006 หลังจากที่เขาถูกค้นพบผ่านทางเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ มายสเปซ แฮร์ริสย้ายกลับจากลอนดอนไปยังเมืองบ้านเกิดดัมฟรีส์ เพราะเขาไม่สามารถหางานทำได้ เขาออกผลงานเพลงเพียง 1 เพลงในปี 2004 กับศิลปิน อายาห์ เพลงปรากฏอยู่ในอัลบั้ม Electric Soul 2 ของ ดิอันอะบอมเบอร์ส

ผลงานอัลบั้มแรกของเขาชื่อ I Created Disco ออกวางขายเมื่อ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2007 อัลบั้มนี้มีแนวเพลงอัปเทมโปอิเลกโทรแคลชอยู่หลายเพลง ที่ได้รับอิทธิพลจากเพลงในคริสต์ทศวรรษ 1980 และเพื่อประชาสัมพันธ์อัลบั้ม แฮร์ริสร่วมออกทัวร์ในสหราชอาณาจักร สนับสนุนศิลปินอย่างเฟธเลสและกรูฟอาร์มาดา

เพลงแรกที่ออกจากอัลบั้มคือ “Vegas” ออกในรูปแบบแผ่นเสียงไวนีล จำกัดจำนวน และเพลงที่เข้าชาร์ตจากอัลบั้มนี้คือเพลง “Acceptable in the 80s” เป็นเพลงอุทิศให้กับรูปแบบและวัฒนธรรมของคริสต์ทศวรรษนี้ เพลงติดท็อป 10 ในยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต และอยู่บนชาร์ตยาวนาน 15 สัปดาห์ ซิงเกิล “เดอะเกิลส์” ติดอันดับ 3 บนยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต ส่วนซิงเกิลที่ 4 ของอัลบั้ม “Merrymaking at My Place” ติดอันดับ 43 เขายังมีเพลง “Colours” ประกอบโฆษณาของเกียมอร์เตอร์ส กับโฆษณารถเกียโซล ในปี 2007 วงดรากอนเนตต์ ออกผลงานเพลงทำใหม่ของแฮร์ริส “เดอะเกิลส์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “เดอะบอยส์”

ในปี 2007 แฮร์ริสบันทึกเสียงเพลงกับไคลีย์ มิโนก เขาเป็นที่สนใจกับมิโนกหลังจากที่เขาบันทึกเสียงผ่านกับโปรดิวเซอร์เพลงของเธอ แฮร์ริสพูดเกี่ยวกับการทำงานกับไคลีย์ว่า “เหนือความคาดฝัน แต่สนุก” ถึงแม้เขาจะยอมรับกับนิตยสารมิกซ์แม็กในปี 2007 ว่าเขา “ต้องการเครื่องดื่มก่อนนิดหน่อย ก่อนที่จะพบเธอ” แฮร์ริสยังร่วมเขียนและโปรดิวซ์ 2 เพลงให้กับไคลีย์ มิโนก กับอัลบั้มชุด X ได้แก่เพลง ‘In My Arms’ และ ‘Heart Beat Rock’

เขายังมีเครดิตการทำงาน ในการเป็นโปรดิวเซอร์ในเวอร์ชันรีมิกซ์ในเพลงของเดอะมิตเชลล์บราเทอร์ส เพลงชื่อ “Michael Jackson” แฮร์ริสยังทำงานร่วมกับศิลปินเพลงป็อปอังกฤษ โซฟี เอลลิส-เบกซ์เตอร์ ยังร่วมเขียนเพลงใหม่ให้กับผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ของเธอ

ในปี 2008 เขาร่วมงานกับแร็ปเปอร์ชาวสหราชอาณาจักร ดิซซี แรสคอล ในเพลงของดิซซีที่ชื่อ “Dance Wiv Me” พวกเขาแสดงเวอร์ชันอคูสติกกับทางบีบีซีที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรีแกลสตันบูรีปี 2008 เพลงออกขายในรูปแบบดิจิตอลเมื่อ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2008 และติดอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักด้วย ต่อมาเมื่อ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2008 เขาร่วมมิกซ์เพลงทางวิทยุเรดิโอวัน รายการ Essential Mix เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

ในบทสัมภาษณ์ทางบีบีซีเรดิโอวัน กับเฟิร์น คอตตอน แฮร์ริสพูดว่าเขาปฏิเสธการทำงานร่วมกับเลดี้ กาก้า ในปี 2008 เพราะเขาไม่ชอบเพลงเดโมที่ให้เขามาและเขาไม่ต้องการขุ่นเคืองในเวลานั้น ต่อมาบีบีซีสัมภาษณ์เขาอีกครั้ง แฮร์ริสกล่าวว่า เลดี้ กาก้า “เป็นศิลปินที่ดี” ในการสัมภาษณ์เดียวกันเขาพูดถึงนักดนตรีวัย 16 ปีที่ชื่อริชาร์ด เจย์

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2008 แฮร์ริสพูดว่า ผลงานเพลงที่เขาทำอยู่สำหรับอัลบั้มใหม่ หายไป เขาทำแลปทอป หายเพราะมีปัญหาตรงที่ถือของกระเป๋า ในงานเปิดตัว London Heathrow Terminal 5 ต่อมาเขาพูดในงานเทศกาลดนตรีแกลสตันบูรีปี 2008 ว่าเขาได้กระเป๋าคืนแล้ว รวมถึงอัลบั้มเพลงที่เขาทำ ในเวลาต่อมาไม่กี่วันที่หาย แฮร์ริสยอมรับว่ามันไม่เป็นจริงที่อัลบั้มไม่ได้อยู่ในกระเป๋าเขาตั้งแต่แรก เขาหวังว่าที่เขาโกหกจะทำให้คนซื้ออัลบั้มเขามากขึ้นเมื่อถึงเวลาออกขาย ผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ออกวางขายเมื่อ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2009 ในสหราชอาณาจักร

ซิงเกิลแรก “แอมน็อตอโลน” ถูกเล่นเป็นพิเศษที่ซิดนีย์ ในงานปีใหม่ ซิงเกิลใหม่นี้เปิดตัวทางบีบีซีเรดิโอวันเมื่อ 23 มกราคม ค.ศ. 2009 ในรายการของพีท ทอง และออกขายเมื่อเมษายน ค.ศ. 2009 เข้าชาร์ตสัปดาห์แรกาของยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต ที่อันดับ 1 ในวันอีสเตอร์วันอาทิตย์ ด้วยยอดดาวน์โหลดเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นติดอันดับ 1 ยาว 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะออกขายเป็นแผ่น จากนั้นออกซิงเกิล “Ready for the Weekend” ติดอันดับ 3 บนยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต

แฮร์ริสออกทัวร์ในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อประชาสัมพันธ์ซิงเกิลใหม่และอัลลั้มใหม่ ซิงเกิล “Ready for the Weekend” ได้นักร้องรับเชิญคือ แมรี เพียรซ์ เพลงอื่นจากอัลบั้ม “Worst Day” ได้อิซซา คิซซา และ “Yeah Yeah Yeah La La La” ใช้เป็นเพลงประกอบโฆษณาโคคา-โคลา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2009 นิตยสารเอ็นเอ็มอี ประกาศว่าอัลบั้มที่ 2 ของแฮร์ริส Ready for the Weekend ออกวางขาย 17 สิงหาคม ค.ศ. 2009 เพลง “Holiday” และ “Ready for the Weekend” ติดอยู่ในรายชื่อเพลงที่จะเล่นทางวิทยุ นอกจากนั้นเพลง “I’m Not Alone” ที่ใช้ถูกตัดเป็นบางส่วนในรีมิกซ์เพลงของมาดอนน่า เพลง “Frozen” ในการออกทัวร์ Sticky & Sweet Tour

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2009 แฮร์ริส ปรากฏตัวในซัมเมอร์ไทม์บอลลที่ สนามกีฬาเอมิเรต และแสดงเพลง “I’m Not Alone”, “The Girls” และ “Acceptable in the 80s” เขาร่วมแสดงกับดิซซี แรสคอลและโครม เพลง “Dance Wiv Me” แฮร์ริสยังเป็นแขกรับเชิญให้กับเพลงของทีแอสโตในเพลง “Century”  ที่อยู่ในอัลบั้มชุด Kaleidoscope ออกขาย 6 ตุลาคม ค.ศ. 2009

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 แฮร์ริสได้ขึ้นไปป่วนบนเวทีการแข่งขันรายการประกวดความสามารถของอังกฤษที่ชื่อรายการ The X Factor ในระหว่างการแสดงของจอห์นและเอ็ดเวิร์ด โดยเอาสับปะรดไว้ที่หัวและพยายามชี้ไปที่หาง ซึ่งต่อมาเขาก็ถูกไล่ออกไปจากสตูดิโอโดยทีมรักษาความปลอดภัยและบอกว่าไม่ให้กลับมาอีกในรายการนี้ ซึ่งในคราวแรกเขาเป็นแขกรับเชิญให้รายการนี้ ต่อมาเขาออกมาขอโทษทางทวิตเตอร์ โดยเขาบอกว่าเป็นแฟนของเด็กคู่นี้ โดยบอกว่า “เมื่อไตร่ตรองแล้ว ผมมีสับปะรดบนหัว ผมขอโทษถ้ามันทำให้ใครบางคนต้องอับอาย ปล. ผมรักเจดเวิร์ด” ในวันที่ 16 พฤศจิกายน เขาพูดทางรายการเดอะคริสมอยส์โชว์ เปิดเผยว่า “ผมมีแรงบันดาลใจที่จะทำรายการล้อเลียน” และเขาพูดว่า “ถ้าคุณดูเพลง คุณจะเห็นว่าไซม่อน โคเวลล์ เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างน่ากลัว ที่ครอบครองชาร์ตเพลงในสหราชอาณาจักรในขณะนี้”

ในระหว่างวันที่ 15 – 31 มกราคม ค.ศ. 2010 แฮร์ริสแสดงในงานบิ๊กเดย์เอาต์ 2010 ที่ชัดขึ้นในเมืองใหญ่ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

TWICE

Twice เป็นกลุ่มดนตรีเคป็อปหญิงล้วนคละสัญชาติ ซึ่งบริษัทเจวายพีเอนเตอร์เทนเมนต์จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ผ่านรีแอลลิตีโชว์ชื่อ ซิกซ์ทีน โดยคัดสรรจากคณะนักแสดงฝึกหัดสิบหกคนของบริษัท ปัจจุบันมีสมาชิกเก้าคน ห้าคนเป็นชาวเกาหลีใต้ สามคนเป็นชาวญี่ปุ่น อีกหนึ่งคนเป็นชาวไต้หวัน ส่วนชื่อกลุ่มซึ่งแปลว่า สองครั้ง นั้นสื่อความหมายว่า ผู้ชมย่อมได้รับความประทับใจจากกลุ่มถึงสองหน คือ ประทับใจเมื่อได้ยิน และประทับใจเมื่อได้ยล
TWICE” เตรียมบุกตลาดโลก หลัง JYP เซ็นสัญญากับ Republic Records ...

ทไวซ์เปิดตัวเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2015 พร้อมเอกซ์เทนเดดเพลย์ชื่อ เดอะสตอรีบีกินส์ ในปลายปีนั้นเอง แม้เปิดตัวมาได้เพียงเดือนกว่า ทไวซ์ก็ได้รับรางวัลสำคัญ เป็นต้นว่า เอ็มเน็ตเอเชียนมิวสิกอะวอดส์สำหรับศิลปินหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และซิมพลีเคป็อปอะวอดส์สำหรับกลุ่มศิลปินหญิงดาวรุ่งยอดเยี่ยม

วันที่ 19 ธันวาคม 2013 บริษัทเจวายพีเอนเตอร์เทนเมนต์แถลงว่า จะตั้งกลุ่มดนตรีหญิงล้วนกลุ่มใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2014 นับเป็นกลุ่มดนตรีหญิงกลุ่มแรกที่บริษัทจัดตั้งขึ้นในรอบสี่ปี ครั้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2014 มีการยืนยันว่า เลนา (Lena) นักแสดงฝึกหัดของบริษัท จะเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม ทั้งเป็นที่ร่ำลือทั่วไปว่า นักแสดงฝึกหัดคนอื่น ๆ เช่น นาย็อน จ็องย็อน จีซู (Jisoo ปัจจุบันใช้ชื่อว่า จีฮโย) ซานะ และมินย็อง (Minyoung) ก็จะได้เป็นสมาชิกกลุ่มนี้ด้วย ทว่า ภายหลังมีปัญหาเพราะเลนาออกจากบริษัท การจัดตั้งกลุ่มดนตรีดังกล่าวจึงเลิกล้มไป

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2015 พัก จิน-ย็อง ประธานบริษัทเจวายพีเอนเตอร์เทนเมนต์ ประกาศว่า จะคัดเลือกสมาชิกของกลุ่มดนตรีข้างต้นผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อ ซิกซ์ทีน ซึ่งจะออกอากาศทางช่องเอ็มเน็ตภายในปีนั้น พัก จิน-ย็อง คาดหมายว่า กลุ่มดนตรีใหม่นี้จะมีสมาชิกที่มีความเป็นธรรมชาติและกระปรี้กระเปร่าเหมือนวงวันเดอร์เกิลส์และมิสเอ แต่ปรารถนาให้มีด้านที่คึกคะนองและกระฉับกระเฉงยิ่งกว่า เขายังกล่าวว่า ตั้งใจจะยกระดับกลุ่มใหม่นี้โดยเพิ่มองค์ประกอบบางประการอย่างฮิปฮ็อปและแรป รายการ ซิกซ์ทีน เริ่มฉายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2015 และที่สุดแล้วได้ผลว่า สมาชิกของกลุ่มดนตรีที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นั้น ได้แก่ นาย็อน ซานะ ดาฮย็อน จื่อ-ยฺหวี แชย็อง มินะ จีฮโย จ็องย็อน และโมโมะ เก้าคน ให้ชื่อกลุ่มว่า ทไวซ์ ตั้งใจจะเปิดตัวปลายปี 2015

สำหรับดาฮย็อนนั้นเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะมีการเผยแพร่วีดิทัศน์เธอร้องและเต้นเพลง “เดอะพาวเวอร์ออฟยัวร์เลิฟ” (The Power of Your Love) ของฮิลซอง (Hillsong) อยู่ในโบสถ์เมื่อปี 2012 สาธารณชนจึงขนานนามเธอว่า “แม่ชีที่เต้นแร้งเต้นกาในโบสถ์” (Eagle Dance Church Sister) และยิ่งตำหนิเธอหนักขึ้นอีกเมื่อเห็นเธอในวีดิทัศน์ทีเซอร์สำหรับเพลง “สต็อปสต็อปอิต” (Stop Stop It) ของวงก็อตเซเวน (Got7) เมื่อปี 2014

ครั้นวันที่ 10 กรกฎาคม 2015 ทไวซ์เปิดบัญชีอินสตาแกรมของตนอย่างเป็นทางการ ลงภาพแรกเป็นภาพสมาชิกทั้งเก้าจับกลุ่มถ่ายรูปกัน อนึ่ง บริษัทเจวายพีเอนเตอร์เทนเมนต์ยังระบุว่า จะออกรายการทางอินเทอร์เน็ตชื่อ ทไวซ์ทีวี (TwiceTV) เพื่อแสดงให้เห็นความมุ่งหวังและเรื่องราวต่าง ๆ ของสมาชิกทั้งเก้าผ่านบทสัมภาษณ์และการเตรียมเปิดตัว

วันที่ 7 ตุลาคม 2015 บริษัทเจวายพีเอนเตอร์เทนเมนต์ก่อตั้งเว็บไซต์ทไวซ์อย่างเป็นทางการ และประกาศว่า ทไวซ์จะเปิดตัวด้วยมินิอัลบั้มชื่อ เดอะสตอรีบิกินส์ (The Story Begins) พร้อมเพลงหลัก คือ “ไลก์อูห์อาห์” (Like OOH-AHH) เป็นเพลงเต้นที่มีองค์ประกอบทางฮิปฮ็อป ร็อก กับอาร์แอนด์บี

วันที่ 20 ตุลาคม 2015 จึงออกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอเพลงข้างต้นทางอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในวันนั้น ทไวซ์ยังออกแสดงเพลงบางเพลงจากอัลบั้มดังกล่าว และหนึ่งเดือนให้หลังก็มีผู้เข้าชมมิวสิกวิดีโอเช่นว่านั้นกว่าสิบล้านครั้ง

วันที่ 2 ธันวาคม 2015 มีรายงานว่า ทไวซ์ได้รับการว่าจ้างจากหลายบริษัท คำนวณรายได้ได้ราวหนึ่งพันแปดร้อยล้านวอน นับเป็นรายได้ที่มากที่สุดสำหรับกลุ่มดนตรีที่เปิดตัวมาได้เพียงเดือนกว่า

วันที่ 27 ธันวาคม 2015 ทไวซ์แสดงเพลง “ไลก์อูห์อาห์” แบบรีมิกซ์ ณ การประชันดนตรีเอสบีเอส นับเป็นครั้งแรกที่ทไวซ์ร่วมรายการดนตรีตอนสิ้นปี

วันที่ 1 มิถุนายน TWICE เกิร์ลกรุ๊ปจากค่าย ​​JYP Entertainment ได้เปิดตัวมิวสิควิดีโอซิงเกิลล่าสุดกับเพลง MORE & MORE ซึ่งเป็นเพลงไตเติ้ลของมินิอัลบั้มชุดที่ 9 ในชื่อเดียวกัน MORE & MORE

หลังจาก TWICE ห่างหายกันไปถึง 9 เดือน โดยในครั้งนี้ถือเป็นการคัมแบ็กที่มีสมาชิกครบครัน หลังจาก ‘มินะ’ หนึ่งในสามาชิกได้หยุดพักกิจกรรมไปเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพ

โดยในเพลง MORE & MORE  ผู้ที่ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์หลักยังคงเป็น ‘พัคจินยอง’ ที่ได้ทำงานร่วมกับทีมนักแต่งเพลงไม่ว่าจะเป็น MNEK, Julia Michaels, Justin Tranter และ Zara Larsson ที่ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาในสไตล์ทรอปิคัลที่เข้ากับบรรยากาศช่วงซัมเมอร์ ทั้งยังได้ศิลปินสาวอย่าง BIBI มาร่วมเขียนเนื้อเพลงนี้อีกด้วย เรียกได้ว่าเมื่อได้ฟังแล้วก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เหมาะกับช่วงซัมเมอร์ของเกาหลี