The 1975 จุดเริ่มต้น มิตรภาพ ความเจ็บปวด และการก้าวมาเป็นวงดนตรีสำคัญของชาวมิลเลนเนียล

 

HIGHLIGHTS

  • The 1975 คือวงดนตรีจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์เมื่อปี 2002 และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานภายใต้ชื่อวงมาหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975
  • ทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมาพวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME
  • ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

 

“80s คือยุคของ The Smiths, 90s เป็นช่วงเวลาของวง Oasis แม้ผมจะเลือก Radiohead, ปี 2000s เป็นยุคทองของวงอย่าง Arctic Monkeys แต่สำหรับช่วงเวลานี้ มันคือยุคสมัยของพวกผม” ประโยคนี้กล่าวโดย แมทธิว ฮีลีย์ ฟรอนต์แมนของวง The 1975 ผู้ที่เชื่อและนิยามวงดนตรีของเขาว่าเป็นวงแห่งยุคสมัยปัจจุบัน

The 1975 คือวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป๊อปร็อกจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์ มณฑลเชชเชอร์ เมื่อปี 2002 ซึ่งการแสดงแรกของวงเกิดขึ้นในงานที่จัดโดยเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่นของเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตต่างๆ ภายใต้ชื่อวงมาหลากหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975 และชื่อนี้แมทธิวได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาดันไปเปิดหนังสือกวีเล่มหนึ่งของนักเขียนชาวอเมริกัน แจ็ค เครูแอ็ก ซึ่งด้านหลังของหนังสือเล่มนั้นมีตัวหนังสือระบุเอาไว้ว่า “1 June, The 1975”

ทั้ง 4 คนทำเพลงและเดินทางผ่านกาลเวลาด้วยกันมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ก่อนที่โลกจะได้รู้จักกับ The 1975 แบบจริงจังและเป็นวงกว้างมากขึ้นในปี 2013 จากอัลบั้มเดบิวต์ซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกในชื่อ ‘The 1975’ ชื่อเดียวกับชื่อวง

หากใครติดตามและเป็นแฟนเพลงของ The 1975 หรือ ‘เดอะ หนึ่งเก้าเจ็ดห้า’ ชื่อที่แฟนเพลงชาวไทยคุ้นหูมาตั้งแต่ต้น ก็คงจะทราบดีว่าทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังของสหราชอาณาจักรในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา พวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME สื่อที่เคยบอกว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ห่วยแตกที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่พวกเขาพาอัลบั้มที่ 2 ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งใน NME List เป็นอัลบั้มแห่งปี 2016 แล้ว พวกเขายังได้รับรางวัลศิลปินที่เล่นสดได้ดีที่สุดของ NME ในปีถัดมาอีกด้วย

พวกเขาแสดงให้แฟนเพลงและคนทั้งโลกได้เห็นว่าคำวิจารณ์หรือความคิดเห็นลบๆ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พวกเขามักจะนำมันมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์งานให้ออกมามีความแปลกใหม่และดีกว่าเดิมอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก ซึ่งมันส่งผลให้เขาจมอยู่กับความเครียดและความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตแย่ลงไปอีก ช่วงเวลานี้มันเป็นเหมือนฝันร้ายของเขา แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาเสพติดออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

แมทธิวตัดสินใจเข้ารับการบำบัดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองที่สถานบำบัดบนเกาะบาร์เบโดสเป็นเวลา 6 สัปดาห์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปี 2017 เขาก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้ และเมื่อฟรอนต์แมนอย่างเขากลับมาก็ถึงเวลาที่ The 1975 ต้องเดินหน้ากันต่อ

“ผมมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญในชีวิต” เขากล่าวหลังก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้

นับตั้งแต่เดบิวต์จนถึงปัจจุบัน The 1975 โด่งดังและมีฐานแฟนเพลงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สังเกตได้จากการประกาศทัวร์ในหลายเมืองทั่วโลก การได้ขึ้นเป็น Headliner ครั้งแรกของเทศกาลดนตรีชื่อดังอย่าง Reading and Leeds ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม และการขายบัตรคอนเสิร์ตของพวกเขาที่กระแสตอบรับจากแฟนเพลงดีมากจนทำให้บัตร sold out อย่างรวดเร็วในหลายๆ เมือง รวมทั้งโชว์ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทยของเราด้วยที่บัตรขายหมดภายในเวลาไม่กี่นาที

ส่วนอัลบั้มใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานอย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships อัลบั้มที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่และหลากหลายของแนวดนตรีก็ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจากสื่อหลายสำนักว่าเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยม และหากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าการทำงานตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุดของ The 1975 นั้นมีความหลากหลาย มีซาวด์ดนตรีเป็นเอกลักษณ์ และไม่เคยยึดติดกับแนวเพลงใดเป็นพิเศษ พวกเขาชอบทำและทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยครั้งหนึ่ง The 1975 เคยถูกเรียกว่าเป็นวงอินดี้ป๊อป, อินดี้ร็อก, ป๊อป, ร็อก, ป๊อปร็อก, อิเล็กโทรป๊อป, ฟังก์ร็อก แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันเราไม่สามารถไปจำกัดความพวกเขาได้อีกแล้วว่าเป็นวงแนวนั้นแนวนี้ เพราะทุกครั้งที่เราเห็น The 1975 ออกอัลบั้มใหม่ พวกเขาจะกลับมาพร้อมกับงานที่มีส่วนผสมแปลกใหม่และต่างไปจากเดิมเสมอ อีกทั้งในอัลบั้มก็จะเต็มไปด้วยเพลงที่มีความหลากหลายทางแนวดนตรี ไม่จำกัดเฉพาะแนวไหนเป็นพิเศษ

 

 

แมทธิวบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากศิลปินอย่าง Talking Heads, My Bloody Valentine และไมเคิล แจ็คสัน แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการทำงานกับเขามากที่สุดคือ จอห์น ฮิวจ์ส ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานอย่าง Home Alone, The Breakfast Club และ Ferris Bueller’s Day Off

สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกและพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกินจริงจากสิ่งที่แมทธิวกล่าวไว้เลย พวกเขาคือหนึ่งในวงดนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งยุคสมัยปัจจุบัน แต่ถามว่าพวกเขาใช่วงดนตรีที่ดีที่สุดเลยไหม อันนี้ก็คงไม่มีใครสามารถตอบและตัดสินได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้แน่นอนเลยคือเวลานี้พวกเขากำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดชนิดที่ไม่ว่าอะไรก็หยุดไม่อยู่อีกแล้ว

สำหรับแฟนๆ ชาวไทยของ The 1975 ก็ต้องอดใจรอกันหน่อย เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะกลับมาแสดงสดๆ ให้พวกเราได้ดูตรงหน้ากันอีกครั้งในวันที่ 13 กันยายนนี้ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี หลังจากที่เคยมาครั้งหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าแฟนเพลงชาวไทยของ 4 หนุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์คงตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นเร็วๆ และหากนับวันรอตั้งแต่วันนี้ ผมว่ามันก็ไม่นานเท่าไรนะครับ

 

ประวัตินักร้อง, นักแเสดงต่างประเทศ

 

Maroon 5

มารูนไฟฟ์ (Maroon 5) เป็นวงดนตรีแนวป็อปร็อกสัญชาติอเมริกันจากลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย[ ก่อตั้งใน ค.ศ. 1994 ในชื่อคาราส์ฟลาวเออส์ (Kara’s Flowers) ขณะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม แรกเริ่มมีอดัม เลวีน (กีตาร์และร้องนำ) เจสซี คาร์ไมเคิล (คีย์บอร์ด) มิกกี แมดเดน (กีตาร์เบส) และไรอัน ดูซิก (กลอง) ชื่อวงตั้งตามชื่อของกลุ่มผู้หญิงที่สมาชิกวงหลงใหล คาราส์ฟลาวเออส์เซ็นสัญญากับสังกัดรีพรีซเรเคิดส์ และอัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ ใน ค.ศ. 1997 หลังได้รับการตอบรับไม่ดีนัก สมาชิกวงแยกทางกันและเรียนในวิทยาลัย

ใน ค.ศ. 2001 วงกลับมารวมตัวกัน ได้เจมส์ วาเลนไทน์เพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ และตามเส้นทางใหม่ในชื่อ มารูนไฟฟ์บัดนี้ เจสซี คาร์ไมเคิลหันไปเล่นคีย์บอร์ด และได้กลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของเขาในวง หลังการเปลี่ยนแปลงนี้ มารูนไฟฟ์เซ็นสัญญากับค่ายอ็อกโทนเรเคิดส์และออกอัลบั้มเปิดตัว “ซองส์อะเบาต์เจน” ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ซิงเกิลแรกคือ “ฮาร์เดอร์ทูบรีด” ถูกเปิดบ่อยครั้ง ทำให้อัลบั้มได้เปิดตัวที่อันดับหกในบิลบอร์ด 200[8] วงคว้ารางวัลแกรมมีสาขาศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมปี 2005 หลังจากนั้นสองสามปี วงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน และผลิตบันทึกการแสดงสดสองครั้ง คือ 1.22.03.อคูสติก (ค.ศ. 2004) และไลฟ์ – ฟรายเดย์เดอะเทอร์ทีนธ์ (ค.ศ. 2005)[9] ใน ค.ศ. 2006 ไรอัน ดูซิกลาออกจากวงหลังประสบอาการข้อมือและไหล่บาดเจ็บ และได้แมตต์ ฟลินน์มาแทน วงได้อัดเสียงอัลบั้มชุดที่สอง “อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง” วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007[10] อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ด 200 และซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม “เมกส์มีวันเดอร์” กลายเป็นเพลงแรกของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 วงออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามชื่อ แฮนส์ออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายซ้ำในปี ค.ศ. 2011 มีเพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขณะที่อัลบั้มฉบับดั้งเดิมได้รับคำวิจารณ์แบบคละกัน เพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขึ้นถึงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 วงได้ออกอัลบั้มถัดมาชื่อ “โอเวอร์เอกซ์โพสต์” ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ทั้งสี่ซิงเกิลของอัลบั้มประสบความสำเร็จบนชาร์ต ตัวอย่างเช่น ซิงเกิลที่สอง เพลง “วันมอร์ไนต์” ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ใน ค.ศ. 2014 วงได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ และออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า “ไฟฟ์” (V) พร้อมกับได้สมาชิกคนที่หก พีเจ มอร์ตัน เล่นคีย์บอร์ดและร้องเบื้องหลัง และเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012 อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 มารูนไฟฟ์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 15 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 100 ล้านซิงเกิล และ 27 ล้านอัลบั้มทั่วโลก

สมาชิก
อดัม เลวีน
เจสซี คาร์ไมเคิล
มิกกี แมดเดน
เจมส์ วาเลนไทน์
แมตต์ ฟลินน์
พีเจ มอร์ตัน

ผลงาน

  • 2002 : Songs About Jane
  • 2007 : It Won’t Be Soon Before Long
  • 2010 : Hands All Over
  • 2012 : Overexposed
  • 2014 : V
  • 2017 : Red Pill Blues

Avril Lavigne

 

      แอวริล ราโมนา ลาวีน (อักษรโรมัน: Avril Ramona Lavigne) หรือ แอวริล ลาวีน (อักษรโรมัน: Avril Lavigne; ˈævrɨl ləˈviːn; เกิด 27 กันยายน พ.ศ. 2527) นักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรีสาวชาวแคนาดา แอวริล ลาวีน เข้าวงการมาตั้งแต่เธออายุเพียง 17 ปี ในฐานะทอมบอยป๊อปพังค์เสียงคุณภาพ และในปี 2002 แอวริลก็โด่งดังไปทั่วโลกจากอัลบั้ม 6 รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวอย่าง Let Go ตามด้วยอัลบั้ม Under My Skin ในปี 2004 ที่เปิดตัวเป็นอันดับ 1 บนBillboard Chartและอัลบั้ม The Best Damn Thing ที่มาพร้อมเพลงดังอันดับ 1 “Girlfriend” ในปี 2007 เพลงฮิตอื่น ๆ ของเธอจากทั้ง 3 อัลบั้ม ได้แก่ “Complicated ” “Sk8er Boi ” “I’m With You ” “Losing Grip ” “Don’t Tell Me ” “My Happy Ending ” “Nobody’s Home ” “Keep Holding On ” “When You’re Gone ” “Hot ” และ “The Best Damn Thing” นอกจากนี้แอวริลยังแต่งเพลง “Alice” เพลงประกอบภาพยนตร์ Alice in Wonderland ของ Tim Burton ในปี 2010 อีกด้วย ตลอดระยะเวลา 8 ปีในวงการ แอวริลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 8 ครั้ง ชนะ 7 รางวัลคะเนเดียน จูโน่ อวอร์ดส์ และมียอดขายอัลบั้มรวมกว่า 30 ล้านแผ่นและเพลงเกือบ 20 ล้านเพลงทั่วโลก

     หลังจากหายหน้าจากวงการไป 2 ปี แอวริล ลาวีนในวัย 26 ปีก็พร้อมปล่อย Goodbye Lullaby สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังกันในเดือนมีนาคม ปี 2011 ภายใต้สังกัด RCA Records โดยมีเพลง “What the Hell” เพลงซ่าสไตล์แอวริลเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัว

     “ฉันพยายามผลักดันตัวเองและไม่รั้งอะไรไว้ทั้งนั้น” แอวริลพูดถึงอัลบั้ม Goodbye Lullaby ที่แอวริลเขียนหรือร่วมเขียนเพลงทุกเพลงในอัลบั้ม เขียนและโปรดิวส์เพลง “4 Real” และ “Goodbye” ด้วยตัวของเธอเอง “ฉันว่าเวลาที่เราอ่อนโยนและจริงใจเป็นช่วงเวลาที่เราจะสื่อถึงคนอื่นได้ดีที่สุด คนที่ได้ฟังอัลบั้มนี้แล้วจะรู้สึกร่วมไปกับเพลงตามประสบการณ์ที่เขาผ่านมา”

     เพลงเด่น ๆ ในอัลบั้ม Goodbye Lullaby ได้แก่ “What the Hell” เพลงจังหวะสนุก ๆ ไม่สนใจใคร “Stop Standing There” ที่เต็มไปด้วยซาด์วแบบเกิร์ลกรุ๊ปยุค ’50 ตอนต้น และ “Smile” เพลงร็อคที่แอวริลแต่งขอบคุณคนสำคัญในชีวิตของเธอ แต่อัลบั้มนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเพลงที่สื่อถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟังจะเข้าถึงได้ และความรู้สึกหวานปนขมที่แฟน ๆ อาจไม่คุ้ยเคยนักในเพลงของแอวริล เช่น เพลง “Push” ที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คนในเพลง และเพลง “Wish You Were Here” ที่เผยด้านบอบบางของเธอ

“โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้เกี่ยวกับช่วงเวลายากลำบากต่าง ๆ ที่เราต้องก้าวผ่านในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลิกกับคนรัก ตกงาน หรือเพียงแค่คิดถึงใครบางคน” แอวริลกล่าว “เราก้าวผ่านมันมาแล้วเราก็เติบโตขึ้น” อย่างเช่นในเพลง “Goodbye” ที่แอวริลแต่งและโปรดิวส์เองที่แสดงถึงความแข็งแรงที่จะบอกลาอดีตและก้าวต่อไป

ส่วนเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม แอวริลได้เพื่อนที่ร่วมงานกันมานานอย่างนักร้องนำ Sum 41 อย่าง Deryck Whibley Evan Taubenfeld และ Butch Walker รวมไปถึงนักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์ชื่อดัง Max Martin

 

ประวัตินักร้องต่างประเทศ

เปิดประวัติ Ed Sheeran นักดนตรีที่ไม่ได้มีดีแค่พรสวรรค์

เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก Ed Sheeran ศิลปินระดับโลกมากความสามารถที่มีเพลงโด่งดังมากมาย นอกจากเพลงของเขาจะถูกเปิดฟังจนติดชาร์ตอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะทางแอปพลิเคชัน Streaming ยอดฮิตอย่าง iTunes หรือ Spotify แล้ว เขายังกวาดรางวัลทั้งในเวที Billboard, Grammy, NME และเวทีอื่น ๆ มาอีกเพียบ พี่เลยจะขอพาน้อง ๆ ไปส่องเบื้องลึกเบื้องหลังว่ากว่าจะเป็น Ed Sheeran ศิลปินที่คนทั่วโลกยอมรับนั้น เขาผ่านอะไรมาบ้าง

 

ทำความรู้จัก Ed Sheeran

Edward Christopher หรือชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยอย่าง Ed Sheeran เขาเกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1991 ที่ประเทศอังกฤษ เคยเรียนด้านดนตรีที่สถาบัน Guildford ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นศิลปิน Ed Sheeran ถือว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะเพลง The A Team จากอัลบั้มแรกอย่าง “ + ” (อ่านว่า พลัส) ได้รับรางวัล Ivor Novello Award สาขาเพลงยอดเยี่ยมด้านดนตรีและเนื้อเพลง ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้กับนักแต่งเพลงที่มีความสามารถด้านการเขียนเพลง และในอัลบั้มที่สอง “ X ” (อ่านว่า มัลติพลาย) ก็ประสบความสำเร็จมาก เพราะเป็นอัลบั้มที่มียอดการฟังบน Spotify สูงที่สุดในปี 2014 และยังทำอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงของอีกหลายประเทศทั่วโลก

และแน่นอนว่า Ed มีเพลงที่โด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Shape of you, Photograph, Perfect, The a team หรือ I don’t care ft. Justin Bieber เพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมา นอกจากนี้ Ed ยังมีเพลงที่แต่งให้ศิลปินอื่นร้องและได้รับความนิยมไม่แพ้กันอย่าง Little Things – One Direction, Love Yourself – Justin Bieber หรือ Everything Has Changed – Taylor Swift ด้วย

 

กว่าจะมาเป็น Ed Sheeran ศิลปินที่คนทั่วโลกยอมรับ

บางครั้งที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จแล้วมักจะเผลอพูดคำว่า เขาโชคดีจัง แต่กับ Ed Sheeran พี่ขอบอกเลยว่า เขาไม่ได้มีวันนี้เพราะอาศัยโชคช่วยอย่างเดียว แต่ก็มีสิ่งนึงที่พี่วินนี่นับว่าเป็นโชคดีของ Ed ไม่น้อย นั่นก็คือเขาค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักไว

 

  • Ed หลงรักดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ

ในช่วงที่ Ed อายุ 4 ขวบ หลังจากได้มีโอกาสไปร้องเพลงที่โบสถ์ เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเขาชอบเสียงดนตรี แต่ในความโชคดีที่ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็ยังมีอุปสรรคตามมาด้วย เพราะเขามีปัญหาพูดติดอ่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการร้องเพลงพอสมควร แต่คุณพ่อของ Ed กลับไม่ได้มองว่าปัญหาติดอ่างของเขาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด คุณพ่อได้ไปซื้ออัลบั้ม The Marshall Mathers LP ของ Eminem มาให้ Ed ฟัง และ Ed ก็ได้แก้อาการติดอ่างของตัวเองด้วยการฝึกแร็ปเพลงของ Eminem นั่นเอง อย่างเท่!!

 

  • ตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางนักดนตรี

จนกระทั่งเมื่อ Ed มีอายุ 11 ปี เขาได้ไปดูโชว์ของ Damien Rice นักร้องชาวไอริช และได้พูดคุยกับ Damien ซึ่ง Damien ได้บอกกับ Ed ว่าให้ทำตามความฝันให้เต็มที่ นับแต่นั้นมา Ed เลยตัดสินใจว่าจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีอย่างเต็มตัว และนอกจาก Damien แล้ว ศิลปินที่มีอิทธิพลทางดนตรีต่อ Ed ก็ยังมี Eminem, The Beatles, และ Nizlopi ด้วย

 

  • จากศิลปินโนเนมสู่ศิลปินระดับโลก

กว่าที่ Ed จะกลายมาเป็นศิลปินมีสังกัดและมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้ แต่ก่อนสมัยเป็นนักดนตรีโนเนม เขาพกแค่ไมโครโฟน กีตาร์ และ Looper Pedalหรือเครื่องอัดเสียง ออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามแบบฉบับนักดนตรีอินดี้ จนเมื่อ Ed ได้ไปแสดงดนตรีใน Los Angeles ความสามารถก็เข้าตา Jamie Foxx นักแสดงฮอลลีวูด ที่ช่วงนั้น Jamie ทำรายการวิทยุอยู่ที่ Los Angeles ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้ง 2 คนรู้จักกัน และ Jamie ก็ได้อนุญาตให้ Ed ไปอัดเพลงใน Studio ส่วนตัวด้วย

เมื่อ Ed ได้จัดคอนเสิร์ตขึ้นครั้งแรก พบว่ามีคนเข้าชมแค่ประมาณพันกว่าคน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะว่าความสามารถที่โดดเด่นนี้ ทำให้ Ed ได้เซ็นสัญญากับค่าย Atlantic Records และปล่อยอัลบั้ม + (อ่านว่า พลัส) ที่มีเพลงฮิตอย่าง Lego House, The A Team, หรือ Drunk จนโด่งดังและได้กลายเป็นศิลปินเต็มตัว

 

เห็นแล้วใช่มั้ยล่ะว่า กว่าที่ Ed Sheeran จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นศิลปินระดับโลกได้อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเขามีแค่พรสวรรค์อย่างเดียว แต่เขายังมีพรแสวงที่คอยพัฒนา ผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคอย่างการพูดติดอ่างมาได้

Selena Gomez

เซเลนา มารี โกเมซ (Selena Marie Gomez; เกิด 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992) เป็นนักร้องและนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดและเติบโตที่แกรนด์แพรรี รัฐเท็กซัส ผลงานแจ้งเกิดทางวงการของเธอคือ การแสดงซีรีส์ Barney & Friends เมื่อช่วงปี 2000’s ซึ่งทำให้เธอได้รู้จักกับเดมี โลวาโต ซึ่งเป็นนักแสดงในซีรีส์ด้วย ผลงานที่โดดเด่นสร้างชื่อเสียงให้กับเธอเป็นอย่างมาก คือ ซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง ครอบครัวพลังโอมเพี้ยง! (Wizards of Waverly Place) ในบทของอเล็กซ์ รุสโซ ทางช่องดิสนีย์แชนแนล

นอกจากผลงานทางด้านแสดง เซเลนายังรวมกลุ่มกับร่วมกับวงดนตรี The Scene ชื่อกลุ่มว่า Selena Gomez & The Scene โดยเซ็นสัญญากับค่ายเพลง Hollywood Records และออกอัลบั้มด้วยกัน 3 อัลบั้ม คือ Kiss & Tell, A Year Without Rain และ When The Sun Goes Down ก่อนที่จะแยกกลุ่มกัน ปัจจุบันเธอได้กลายเป็นนักร้องเดี่ยว โดยอัลบั้ม Revival ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกภายใต้สังกัด Interscope เมื่อรวมยอดขายทั้งหมดที่ผ่านมาจนถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2015 เธอมียอดขายอัลบั้มรวม 6.7 ล้านแผ่น และยอดขายซิงเกิล 22 ล้านซิงเกิลในสหรัฐอเมริกา

เซลีนาเข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรกกับผลงานภาพยนตร์ เรื่อง Ramona and Beezus นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับเธออีกมากมาย เช่น Monte Carlo, Hotel Transylvania และ Spring Breakers เป็นต้น นอกจากผลงานในวงการแล้ว เซลีนายังเป็นตัวแทนเข้าร่วมองค์กรการกุศลและองค์กรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะ ที่สำคัญเธอยังได้มีแบรนด์น้ำหอมเป็นของตัวเองอีกด้วย

ประวัตินักร้อง, นักร้องต่างประเทศ

Black Pink

แบล็กพิงก์ (; อังกฤษ: Black Pink, มักเขียน BLACKPINK หรือ BLΛƆKPIИK) เป็นเกิร์ลกรุปเกาหลีใต้ สังกัดค่ายวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสี่คนคือ จีซู, เจนนี, โรเซ และลิซ่า เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 กับซิงเกิลอัลบั้ม สแควร์วัน หลังจากวางจำหน่าย ซิงเกิล “วิสเซิล” กลายเป็นเพลงแรกของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนแกออนดิจิทัลชาร์ต เช่นเดียวกับซิงเกิล “บูมบายาห์” กลายเป็นเพลงแรกที่ติดอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ วงยังได้รับรางวัลโกลเดนดิสก์อะวอดส์และโซลมิวสิกอะวอดส์สาขาศิลปินหน้าใหม่แห่งปี

ในปี ค.ศ. 2019 แบล็กพิงก์ทำสถิติเป็นเกิร์ลกรุปเคป็อปที่ได้อันดับสูงสุดทั้งบน บิลบอร์ด ฮอต 100 และ บิลบอร์ด 200 เพลง “คิลดิสเลิฟ” ขึ้นถึงอันดับที่ 41 และอันดับที่ 24 ด้วยอีพีชุดที่สองของวง คิลดิสเลิฟ ตามลำดับ รวมถึงเป็นเกิร์ลกรุปเคป็อปวงแรกและวงเดียวที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ต บิลบอร์ด ประเภทศิลปินหน้าใหม่ และเป็นศิลปินหญิงกลุ่มแรกที่มีซิงเกิลอันดับหนึ่งของชาร์ตบิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ ถึง 5 เพลง ซิงเกิล “ตู-ดู ตู-ดู” กลายเป็นมิวสิกวิดีโอที่มียอดเข้าชมมากที่สุดของศิลปินกลุ่มเคป็อปทั้งหมด โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 1 พันล้านครั้งในยูทูบ

หลังจากประชาสัมพันธ์ว่าจะมีเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ทำให้เด็กฝึกเป็นที่คาดหวังอย่างมาก มีการเข้าและออกตลอดหลายปีผ่านมา จนในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ทางวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ยืนยันว่า เกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่จะเปิดตัวในฤดูร้อนนี้ ต่อมาในวันที่ 30 พฤษภาคม มีการประกาศว่าจะเปิดเผยข้อมูลสมาชิกแต่ละคนในทุกวันพุธต่อจากนี้ สมาชิกคนแรกที่ประกาศคือ เจนนี ในวันที่ 1 มิถุนายน ตามมาด้วย ลิซ่า (ลลิษา) สัญชาติไทย และ จีซู ในวันที่ 8 และ 15 ตามลำดับ และสมาชิกคนสุดท้ายที่ประกาศในวันที่ 22 คือ โรเซ (โรซอนเน) สัญชาติเกาหลี-ออสเตรเลีย รวมสมาชิกทั้งหมดสี่คน ในวันที่ 29 มิถุนายน มีการประกาศชื่อกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า แบล็กพิงก์ และในวันที่ 29 กรกฎาคม มีการประกาศว่าจะเปิดตัวกลุ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 20.00 น. (8.00 pm)

ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เวลา 15.00 น. แบล็กพิงก์เปิดตัวครั้งแรกในงานโชว์เคสพร้อมกับซิงเกิลอัลบั้ม สแควร์วัน รวมไปถึงเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “บูมบายาห์” และ”วิสเซิล” ทั้งสองเพลงออกจำหน่ายในเวลา 20.00 น. บนเว็บไซต์เพลงดิจิทัลในเกาหลีใต้ และไอทูนส์ ทั่วโลก”บูมบายาห์” อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และเขียนร่วมกับ เบกกา บูม มิวสิกวิดีโอกำกับโดย ซอ ฮย็อน-ซึง โดยเป็นเพลงแนว”มินิมัลฮิปฮอป” “วิสเซิล” อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และ ฟิวเจอร์ เบานซ์ เขียนเพลงโดย เท็ดดี พัก และ เบกกา บูม

เพลง “บูมบายาห์” และ “วิสเซิล” ขึ้นถึงอันดับ 1 และ 2 บนชาร์ตบิลบอร์ดเวิลด์ดิจิทัลซองส์ ด้วยภายในเวลาอันรวดเร็วทำให้แบล็กพิงก์เป็นศิลปินเกาหลีอันดับที่ 3 ถัดจากไซและบิกแบงที่ขึ้นถึง 2 อันดับแรกในชาร์ตได้ อัลบั้ม สแควร์วัน ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ เปิดตัวที่อันดับ 1 ในสิบสี่ประเทศบนชาร์ตอัลบั้มทั่วโลกของไอทูนส์ในปี ค.ศ. 2016 “วิสเซิล” ยังสามารถติดชาร์ตดิจิทัล, ดาวน์โหลด, สตรีมมิง และโมบายล์ บนแกออนชาร์ตประจำเดือนสิงหาคม วงยังได้อันดับ 1 ในชาร์ตวีกลี, ป็อปปูอาริตี, มิวสิกวิดีโอ และเคป็อปมิวสิกวิดีโอ รวมถึงชาร์ตเพลงสตรีมมิงบนคิวคิวมิวสิก ซึ่งเป็นเว็บฟังเพลงที่ใหญ่ที่สุดในจีน แบล็กพิงก์ขึ้นแสดงดนตรีครั้งแรกในรายการ อินกีกาโย ทางช่องเอสบีเอส เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2016 วงยังทำลายสถิติเป็นเกิร์ลกรุปที่ได้รางวัลในรายการเพลงเร็วที่สุด หลังจากเปิดตัวได้เพียง 13 วัน และได้โปรโมตอัลบั้ม สแควร์วัน เป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2016 ด้วยการชนะ อินกีกาโย อีกหนึ่งครั้ง

แบล็กพิงก์ได้วางจำหน่ายซิงเกิลอัลบั้มที่สองคือ สแควร์ทู กับเพลงหลัก “เพลย์อิงวิทไฟร์” และ “สเตย์” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ทั้งสองเพลงอำนวยการสร้างโดย เท็ดดี ร่วมกับ อาร์.ที และ ซอ ว็อน จิน และได้แสดงบนคัมแบ็กสเตจในรายการ อินกีกาโย และ เอ็ม เคาต์ดาวน์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 “เพลย์อิงวิทไฟร์” ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ ในเกาหลีใต้ ขึ้นอันดับ 3 ในขณะที่เพลง “สเตย์” ติดอันดับ 10

การเปิดตัวของแบล็กพิงก์ประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมหลายงาน เช่น เมลอนมิวสิกอะวอดส์, โกลเดนดิสก์อะวอดส์ และโซลมิวสิกอะวอดส์ นอกจากนี้ บิลบอร์ด ยังจัดอันดับวงให้อยู่อันดับ 2 ในรายชื่อ “กลุ่มศิลปินเคป็อปหน้าใหม่ยอดเยี่ยม” ประจำปี ค.ศ. 2016

ประวัติNicki Minaj

เธอมีชื่อจริงว่า “โอนิก้า ทานญ่า มาราจ” (Onika Tanya Maraj) มีหลายคนอ่านออกเสียงนามสกุลเจ๊เราผิดมาก เรียก”มะนาจ”นะคะ

“นิคกิ มะนาจ” (ให้ออกเสียง Minaj ว่า มะนาจ)  เกิดในปี 1982 ที่ เซนต์ เจมส์ โดยพ่อ-แม่เชื้อสาย อินเดีย แอฟริกัน-ตรินิแดด และอาศัยอยู่กับย่าที่ เซนต์ เจมส์ จนอายุได้ 5 ปี พ่อแม่ของเจ๊เราก็ย้ายไปอยู่ในนิวยอร์กและพาเจ๊ไปด้วย พ่อของนิคกินั้นติดเหล้าและยาเสพติดหนักมาก ถึงขั้นเคยพยายามจะฆ่าแม่ของเจ๊!!! ด้วยการให้นั่งอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้, นิคกิ มะนาจ สำเร็จการศึกษาจาก LaGuardia High School

นิกกี้ มินาจ

ปี 2007 นิกกิ้มีอัลบัมแรกเป็นอัลบัมใต้ดิน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ต่อมาได้ปล่อยอัลบัมใต้ดินที่ 2 ชื่อ Sucka Free ในปี 2008 ต่อมาอีกในปี 2009 นิคกิมีอัลบัมที่ 3 และครั้งนี้เองที่นิกกี้ได้รางวัล ศิลปินใต้ดินหญิงยอดเยี่ยม (Female Artist of the Year award) ในปีเดียวกันนี้นิคกิยังมีอัลบัมต่อมาอีกเป็นอัลบัมที่ 4 คือ Beam Me Up Scotty ซึ่งเป็นอัลบัมใต้ดินที่ค่อนข้างดัง มีการนำอัลบัมและเพลงไปออกในหลายสื่อ และในอัลบัมนี้เองที่นิกกี้เซนสัญญากับ Cash Money แล้ว

นิกกี้ มะนาจ ได้พบกับ ลิล เวย์น หัวหน้า Young Money Entertainment หลังจากที่มีคนนำเอาดีวีดีแร็ปที่ขายพร้อมอัลบัมใต้ดินไปให้ลิล เวย์นดู และลิล เวย์น ชอบมาก เขาต้องการตัวเจ๊เราในทันทีต่อมานิคกิเซนสัญญากับ Young Money Entertainment ของ ลิล’ เวย์น (Lil’ Wayne) เธอได้กลายเป็นศิลปินบนดินและศิลปินของค่ายอย่างเต็มตัว โดยมีเพลง “Every Girl” เป็นเพลงแรกที่ร่วมกับค่าย ตามมาด้วย “BedRock” และ “Roger That”

จากหลายเพลงของเธอนั้น มีการบอกเป็นนัยว่าเธอมีรสนิยมทางเพศเป็นประเภท “ไบเซ็กส์ชวล”  เจ๊เราก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่เดทกับผู้หญิงหรือมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ก็ไม่เดทกับผู้ชายเหมือนกัน ในบทสัมภาษณ์ของนิตยาสาร “ไวบ์” (Vibe) เจ๊เล่าว่า “ฉันกอดกับคนที่มีไลฟ์สไตลย์ในทุกประเภท และบอกได้ว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความสวยงามและย้ำยวน”.

อัตตะที่สองชีวิตวัยเด็กที่ นิคกิ มะนาจ เติบโตมานั้น เป็นชีวิตที่ค่อนข้างสับสนวุ่ยวายมาก ซึ่งก็มาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครับอื่นๆ พ่อแม่ของนิคกิมักทะเลาะกันบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้เจ๊ต้องการหลีกหนีจากเหตุการณ์นั้นๆ นิคกิเริ่มสร้างเพื่อนในจินตนาการ แล้วให้เพื่อนที่สร้างขึ้นมาจากจิตนาการนั้น มาอาศัยอยู่ในครอบครัวของเธอแทน ตัวจริงๆของนิคกิเอง ในบทสัมภาษณ์หนึ่งนิกกี้เล่าว่า เจ๊ไม่ต้องการอยู่ในเหตุการณ์ที่พ่อ-แม่ทะเลาะกัน เธอจึงสร้างตัวละครที่สองของตัวเองชื่อ “คุกกี้” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นคนที่อยู่กับเจ๊เราได้ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็น “ฮาราจุกุ บาร์บี้”

เมื่อมาถึงการทำเพลงในอัลบัมแรก(Pink Friday) นิคกิสร้างอัตตะที่ 2 ขึ้นชื่อ “โรแมน โซแลนสไกย์” นิคกี้ใช้บุคคลนี้ในเพลง “Bottoms Up” ซึ่งร้องกับ เทรย์ ซองซ์ (Trey Songz) ในเพลงนี้ นิคกิ มะนาจ ไม่ได้เป็นคนร้อง แต่เป็น โรมาน นิคกิเล่าว่า โรมานเป็นพี่น้องฝาแฝดของเธอ ซึ่งเติบโตขึ้นจากส่วนของความรุนแรงในจิตใจของเธอ โรมานจะออกมาเวลาที่เธอรู้สึกโกรธมากๆมีการนำโรมานไปเปรียบเทียบกับ “สลิม เชดี้” อัตตะที่ 2 ของ เอ็มมิเนม (Eminem) และในเพลง Roman’s Revenge จากอัลบัม Pink Friday ทั้งนิกกี้และเอ็มมิเนม ได้ใช้อัตตะที่สองของทั้งคู่แร็ปในเพลงนี้ด้วย ทั้งนี้ โรแมน ยังมีแม่ชื่อ “มาร์ธา โซแลนสไกย์” ซึ่งมีลักษณะการพูดแบบสำเนียงอังกฤษ และบุคคลนี้ได้ออกมาร้องในเพลง Roman’s Revenge เช่นกัน ทั้งยังมีการปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ “Moment 4 Life” ในมาดนางฟ้าแม่ทูนหัวด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2011 มีการโพสข้อความใน Twitter ของใครหลายคนว่า นิคกิ มะนาจ ตายแล้วและกลายเป็นเรื่องฮิตในเดือนนั้น ทั้งที่จริงเป็นญาตของนิคกิที่ตายจากการถูกฆาตรกรรม

 

 

Taylor Swift

หากจะเอ่ยถึงนักร้องสาวสวยเสียงดี ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หนึ่งในนี้คงจะหนีไม่พ้น เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ซูเปอร์สตาร์สาวเพลงป๊อป-คันทรี่ อย่างแน่นอน ที่ไม่ว่าออกซิงเกิลไหนก็ฮิตติดชาร์ตคนทั่วโลก จนทำให้เธอต้องเดินสายจัดคอนเสิร์ตในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่แล้ว 27 พฤษภาคม 2557 ทางผู้จัดงานอย่างบีอีซี-เทโร ก็ได้แจ้งข่าวร้ายกับแฟน ๆ ว่า มีอันต้องยกเลิกคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟท์ ในไทย เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง …แต่ถึงจะไม่ได้ฟังเสียงร้องของเธอแบบสด ๆ แต่วันนี้เราจัดเรื่องราวประวัติของนักร้องสาวสวยคนดังมาฝากกัน ใครชื่นชอบเธอคนนี้ตามมาเลย

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ที่เมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดยสมัยเรียนเกรด 4 (ป. 4) เทย์เลอร์ สวิฟท์ ส่งกลอนความยาว 3 หน้ากระดาษชื่อ Monster In My Closet เข้าประกวดในการแข่งขันการแต่งกลอนระดับชาติ และได้รับรางวัลชนะเลิศมาครอง และเธอก็เริ่มเขียนเพลงครั้งแรกเมื่ออายุ 10 ขวบ เพื่อใช้ในการเข้าประกวดร้องคาราโอเกะระดับท้องถิ่นที่จัดขึ้นในงานเทศกาลต่าง ๆ

ต่อมาเธอก็เริ่มต้นการเล่นกีตาร์โดยเรียนรู้จากช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ผู้ที่บอกวิธีการเล่นกีตาร์เพียง 3 คอร์ดให้เธอ เมื่อเธอเรียนรู้ 3 คอร์ดนั้น เธอจึงเริ่มเขียนเพลงเพลงแรก ชื่อเพลง Lucky You และเธอก็เขียนเพลงอย่างสม่ำเสมอและได้เขียนเกี่ยวกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนของเธอที่ชอบว่าเธอเพียงเพราะเธอหลงรักเพลงคันทรีเข้าอย่างจังด้วย โดยผู้ที่มีแรงผลักดันต่อเทย์เลอร์ให้เธอชอบดนตรีมากที่สุด คือ Shania Twain นักร้องแนวคันทรี่-ป๊อป และอีกหลากหลายท่าน อาทิเช่น LeAnn Rimes, Tina Turner, Dolly Parton และท้ายสุดคุณยายของเธอซึ่งเป็นนักร้องโอเปราผู้เชี่ยวชาญ

จากนั้นเทย์เลอร์ได้มีโอกาสไปแสดงยังสถานที่พบปะของนักเขียนเพลงใน The Bluebird Cafe ซึ่งสก็อต เบอเชตตา ให้ความสนใจในเพลงของเธอและชักชวนให้เธอเซ็นสัญญากับบิ๊กแมกชีนเรคคอร์ดส ก่อนที่เธอจะปล่อยซิงเกิลแรก คือ “Tim McGraw” ในช่วงกลางปี 2006 ซึ่งขึ้นชาร์ทสูงสุดอันดับ 6 ในชาร์ทบิลบอร์ดคันทรีชาร์ท ทำยอดขายไป 500,000 แผ่น

          ต่อมาเทย์เลอร์ได้ออกอัลบั้มแรกโดยใช้ชื่อของตัวเองเมื่อ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ซึ่งเธอทั้งเขียนเพลงเองและได้ร่วมเขียนเพลงกับนักเขียนเพลงมากมาย โดยอัลบั้มแรกได้ขึ้นไปถึงอันดับ 19 บนชาร์ท Billboard 200 และยังมียอดขายกว่า 39,000 แผ่น ในระหว่างสัปดาห์แรกของการวางแผง จากนั้นอัลบั้มของเธอก็ได้พุ่งไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ท Top Country Albums และติดอันดับ 5 ใน Billboard 200 โดยมีซิงเกิลฮิต 5 ซิงเกิลที่ติดชาร์ทใน Billboard Hot Country Songs
          ต่อในช่วงฤดูร้อน ปี 2008 (พ.ศ. 2551) เทย์เลอร์ได้ปล่อย EP Album (Extended Play Album) ชื่อ Beautiful Eyes ออกมา ซึ่งสัปดาห์แรกที่วางแผง มียอดขายถึง 45,000 แผ่น จนกระทั่งขึ้นเป็นอันดับ 2 ใน Billboard Hot Country Songs และอันดับ 9 บน Billboard 200 ในขณะที่อัลบัม Taylor Swift อยู่ที่อันดับ 2 ในขณะนั้นด้วย
          จนกระทั่งมาถึงอัลบั้ม Fearless เธอก็ทำสถิติอีกครั้ง ตั้งแต่เริ่มวางแผงด้วยการวางแผงวันแรกก็ขายไป 217,000 แผ่น และยอดขายรวมสัปดาห์แรกน่าจะขายได้ถึง 592,304 แผ่น อัลบั้มนี้เธอลงมือแต่งเพลงเองทุกเพลง และมีส่วนร่วมในการการโปรดิวซ์ด้วย นักวิจารณ์ต่างยกย่องอัลบั้มนี้ว่า เป็นอัลบั้มเพลงป๊อปที่ดีที่สุดในปี 2008 (พ.ศ. 2551) โดยเปิดอัลบั้มกับเพลง Change ติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ที่อันดับ 57 และ ชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อันดับที่ 10 ซึ่งเพลงที่ใช้ประกอบโอลิมปิกด้วย ส่วนซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้คือ Love Story ก็ทำยอดดาวน์โหลดไป 4,000,000 ครั้ง และติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ที่อันดับ 1 และชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อันดับที่ 4

และเพลง Love story ยังได้ส่งผลให้เธอได้รับรางวัล 2 รางวัล จากการประกาศผลรางวัล CMT Music Awards นั่นคือรางวัลมิวสิควิดีโอแห่งปีและมิวสิควิดีโอหญิงยอดเยี่ยดแห่งปี นอกจากนี้ ในปี 2009 (พ.ศ. 2552) เธอยังได้รับรางวัลตามมาอีกมากมาย ได้แก่ CMA Awards 5 รางวัล, American Music Awards 5 รางวัล และ Grammy Awards 4 รางวัล

ในปี 2010 (พ.ศ. 2553) เทย์เลอร์ได้ทำอัลบั้มที่ 3 ของตัวเองที่มีชื่อว่า Speak Now โดยมีซิงเกิลแรกคือ Mine และในปี 2012 ได้ทำอัลบั้มที่ 4 ชื่อ RED โดยยอดขายอัลบั้ม RED พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 iTunes มากถึง 42 ประเทศ ภายในสัปดาห์แรก และขายได้ใน US มากถึง 1.208 ล้านอัลบั้ม ทำให้เทย์เลอร์กลายเป็นนักร้องหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่มียอดขายอัลบั้มมากกว่าหนึ่งล้านอัลบั้ม ถึง 2 อัลบั้มติดต่อกันภายในสัปดาห์ทีเปิดตัว (Speak Now และ Red)
ประวัติ เทย์เลอร์ สวิฟต์

ชื่อเกิด : เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์
ชื่อเล่น : สวิฟต์
ฉายา : T-Swizzle, T-Swift, เจ้าหญิงเพลงคันทรี่ ,ราชานีแดง
วันเกิด : 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989
แนวเพลง : คันทรี ป๊อป

ผลงานเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์

สตูดิโออัลบั้ม

– Taylor Swift (2006)
– Fearless (2008)
– Speak Now (2010)
– Red (2012)

อีพี

– Sounds of the Season: The Taylor Swift Holiday Collection (2007)
– Beautiful Eyes (2008)

ทัวร์คอนเสิร์ต

– Fearless Tour (2009-2010)
– Speak Now Tour (2011-2012)
– Red Tour (2013-2014)

เพลงประกอบภาพยนตร์

– “Today was a fairy tale” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Valentine’s day (2010)
– “Safe and Sound” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
– “Eyes open” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
– “Sweeter than fiction” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง one chance (2013)

ภาพยนตร์

– 2009 Jonas Brothers: The 3D Concert Experience
– 2009 Hannah Montana: The Movie
– 2010 Valentine’s Day
– 2012 The Lorax
– 2014 The Giver

โทรทัศน์

– 2009 Saturday Night Live
– 2009 CSI: Crime Scene Investigation
– 2013 New Girl

 

ปาร์คยูชอน Park Yoochun

ปาร์ค ยูชอน (เกาหลี: 박유천ฮันจา: 朴有天; อังกฤษ: Park Yoochun) สมาชิกคนที่ 5 ของวงทงบังชินกี เคยใช้ชีวิตที่ประเทศอเมริกา เขาชนะเลิศการประกวดร้องเพลงที่เวอร์จิเนียในปี 2001 และได้รับรางวัลพิเศษจากการประกวดร้องเพลงเยาวชน KBN ในปี 2003 จึงได้รับการทาบทามให้มาร่วมทีมเพียงแค่ 6 เดือนก่อนการเปิดตัววง TVXQ อย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเขาเรียนรู้ได้เร็ว จึงเข้ากับสมาชิกคนอื่นได้ไม่ยาก นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเล่นเปียโน และแต่งเพลงไว้มากมาย

ปาร์ค ยูชอน

 

ประวัติ

ปาร์ค ยูชอน เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2529 ในเขตจองโน โซล ประเทศเกาหลีใต้ น้ำหนัก 64 กิโลกรัม ส่วนสูง 182 เซนติเมตร ราศีเมถุน กรุ๊ปเลือด O การศึกษา – Kyung Hee University ความสามารถพิเศษ – ร้องเพลง, แต่งเพลง, พูดภาษาอังกฤษดีมาก งานอดิเรก – ร้องเพลง, บาสเก็ตบอล ถึงแม้ว่าเขาจะต้องอยู่ห่างกันคนละซีกโลกกับครอบครัว แต่ เขาก็ได้ปฏิเสธที่จะเป็น US Citizenship เพื่อที่จะมุ่งมั่นในการเป็นศิลปินอย่างเต็มที่ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเพื่อใช้ในวงการเป็น Micky YooChun (เกาหลี: 믹키유천) หรือ Yuchun (ญี่ปุ่น: ユチョン โรมาจิ: Yuchon) จริงๆแล้วชื่อเขาในภาษาอังกฤษก็คือ Micky เขาเลยเลือกใช้ชื่อนี้ได้ทันทีอย่างไม่รีรอ

สนับสนุนข้อมูลโดย BunTube.net  ดูซีรี่ออนไลน์

Kanye West

Kanye West เกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2520 (ค.ศ 1977) เป็นศิลปินแร็ปเปอร์ และ โปรดิวเซอร์ ชื่อดัง ซึ่งชอบการทำเพลงมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เริ่มทำงานเพลงตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย Chicago State ในฐานะนักเขียนเพลง จนได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย มาทำงานเพลงเต็มเวลา ก่อนจะเริ่มสร้างชื่อเสียงในปี 2001 หลังจากได้ร่วมทำงานกับ JAY-Z แร็ปเปอร์ชื่อดังในอัลบั้ม The Blueprint ในสังกัด Roc-A-Fella Records ซึ่งสร้างความสำเร็จอย่างสูงให้กับ JAY-Z จนทำให้ คานเย เริ่มจริงจังกับการเป็นแร็ปเปอร์ หลังจากทำงานให้ศิลปินดังๆหลายๆรวมถึง Ludacris, Alicia Keys และ Janet Jackson สามารถพูดได้เลยว่า หลายๆลูกเล่นความคิดสร้างสรรค์ในวงการเพลงตะวันตกมาจากความคิดนอกกรอบในการทําเพลงของคานเยหลายๆ ครั้ง

โดยในปี 2003(2546) คานเย เวสต์ ได้ออกผลงาน The College Dropout โดยมีเพลง Through the Wire ที่ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์เฉียดความตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2002 และเพลง Jesus Walk ที่พูดถึงมุมมองพระเจ้าจนทําให้อัลบั้มนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากๆ และทำให้ คานเย เวสต์ เป็นที่รู้จักในด้านศิลปินเพลงแร็พในที่สุด  จนมีอัลบั้มที่สองอย่าง Late Registration ที่มากับเพลง Gold digger ที่มีศิลปินนักแสดงชื่อดังอย่าง Jamie Foxx มาร่วมร้อง โดยเนื้อหาที่พูดถึงผู้หญิงที่เป็นคนหวังเงินจนเพลงฮิตและครองอันดับ 1 บน Billboard hot 100 เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยหลังจากนั้นงานเพลงของ คานเย เวสต์ ก็มีตามมาอีกหลายอัลบั้ม ไม่ว่าจะเป็นอัลบั้ม Graduation ในปี 2007808s & Heartbreak ในปี 2008My Beautiful Dark Twisted Fantasy ในปี 2010Yeezus ในปี 2013 และกับอัลบั้มล่าสุด SWISH ที่มีแผนว่าจะวางขายภายในปี 2015 รวมถึงอัลบั้ม Watch the throne กับ JAY-Z ในปี 2011 และการร่วมทำเพลงในเบื้องหน้า และเบื้องหลังกับศิลปินอีกหลายๆคนมากๆอย่าง Rihanna, Beyonce หรือแม้แต่ Katy Perry

โดยคานเย เวสต์ ได้ประสบความสำเร็จในวงการอย่างสูงมากๆได้รางวัลแกรมมี่รวมถึง 21 รางวัลในเวลา 10 ปีที่อยู่ในวงการ มียอดขายอัลบั้มสูงถึง 20 ล้านแผ่น และ ยอดดาวน์โหลด เพลงทั้งหมดรวมกันถึง 100 ล้านดาวน์โหลด ซึ่งยังไม่นับเพลงที่เจ้าตัวทำงานเบื้องหลังอีกหลายเพลง โดยสิ่งที่ทำ คานเย เวสต์ประสบความสำเร็จสูงอย่างมากคือเอกลักษณ์ทางสไตล์ เพราะแร็ปเปอร์ ส่วนใหญ่มี พื้นฐานชีวิตครอบครัวที่ยากจนและลำบาก แล้วเนื้อหาเพลงจะเป็นแนวชีวิตที่ลําบากหรือพูดถึงตอนที่รวยแล้ว แต่คานเย เวสต์ มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีมากๆ โดยคุณแม่ผู้ล่วงลับอย่าง Donda West เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และตัวคานเยเองเคยเป็นนักเรียนทุนด้านศิลปะ ก่อนจะลาออกมาเป็นนักทำเพลงเต็มเวลาทำให้เนื้อหาการทำเพลงค่อนข้างจะมีเนื้อหาถึง ศาสนา ชีวิต ปรัชญา และมีซาวด์ดนตรีที่สร้างสรรค์ อย่างการแร็พที่มีกลิ่นอายแนวโซล และมีลูกเล่นเฉพาะตัว และการควบรวมซาวด์ของ เพลงคลาสสิคและร็อคเข้าไปในเพลง ที่มาจากโลกทัศน์ที่กว้างของคานเย จึงทำให้คานเยประสบความสำเร็จในด้านการเขียนเพลงมากๆ

อีกทั้งความกล้าในการทำงานต่างๆ ทั้งการออกความเห็นถึงการรับรางวัลของศิลปินอื่นๆ เรื่องชีวิตส่วนตัว รวมไปถึงการทำงานเพลงที่แปลกใหม่ อย่างอัลบั้ม My Beautiful Dark Twisted Fantasy ที่สไตล์แปลกใหม่มากๆ ทั้งเพลง และเนื้อหาเอ็มวีที่เป็นหนังสั้นที่แหวกแนวมากๆ การทำธุรกิจอย่างร้านอาหาร แฟชั่น จนมาถึงการตัดสินใจลงสมัครตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปี 2020

โดยนอกจากเรื่องการเมืองแล้ว อีกสิ่งที่น่าจับตามองคืองานเพลงของศิลปินอย่าง คานเย เวสต์ ว่าจะมีอะไรออกมาทำให้วงการเพลงตะวันตกตื่นเต้นอีกบ้าง เพราะผลงานที่มีสีสันและไม่เหมือนใครสามารถเกิดขึ้นได้จาก ศิลปิน/โปรดิวเซอร์มือเทพคนนี้ตลอดเวลาจริงๆ

สนับสนุนโดย BunTube.net ดูหนังออนไลน์