The 1975 จุดเริ่มต้น มิตรภาพ ความเจ็บปวด และการก้าวมาเป็นวงดนตรีสำคัญของชาวมิลเลนเนียล

 

HIGHLIGHTS

  • The 1975 คือวงดนตรีจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์เมื่อปี 2002 และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานภายใต้ชื่อวงมาหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975
  • ทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมาพวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME
  • ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

 

“80s คือยุคของ The Smiths, 90s เป็นช่วงเวลาของวง Oasis แม้ผมจะเลือก Radiohead, ปี 2000s เป็นยุคทองของวงอย่าง Arctic Monkeys แต่สำหรับช่วงเวลานี้ มันคือยุคสมัยของพวกผม” ประโยคนี้กล่าวโดย แมทธิว ฮีลีย์ ฟรอนต์แมนของวง The 1975 ผู้ที่เชื่อและนิยามวงดนตรีของเขาว่าเป็นวงแห่งยุคสมัยปัจจุบัน

The 1975 คือวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป๊อปร็อกจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์ มณฑลเชชเชอร์ เมื่อปี 2002 ซึ่งการแสดงแรกของวงเกิดขึ้นในงานที่จัดโดยเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่นของเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตต่างๆ ภายใต้ชื่อวงมาหลากหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975 และชื่อนี้แมทธิวได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาดันไปเปิดหนังสือกวีเล่มหนึ่งของนักเขียนชาวอเมริกัน แจ็ค เครูแอ็ก ซึ่งด้านหลังของหนังสือเล่มนั้นมีตัวหนังสือระบุเอาไว้ว่า “1 June, The 1975”

ทั้ง 4 คนทำเพลงและเดินทางผ่านกาลเวลาด้วยกันมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ก่อนที่โลกจะได้รู้จักกับ The 1975 แบบจริงจังและเป็นวงกว้างมากขึ้นในปี 2013 จากอัลบั้มเดบิวต์ซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกในชื่อ ‘The 1975’ ชื่อเดียวกับชื่อวง

หากใครติดตามและเป็นแฟนเพลงของ The 1975 หรือ ‘เดอะ หนึ่งเก้าเจ็ดห้า’ ชื่อที่แฟนเพลงชาวไทยคุ้นหูมาตั้งแต่ต้น ก็คงจะทราบดีว่าทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังของสหราชอาณาจักรในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา พวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME สื่อที่เคยบอกว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ห่วยแตกที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่พวกเขาพาอัลบั้มที่ 2 ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งใน NME List เป็นอัลบั้มแห่งปี 2016 แล้ว พวกเขายังได้รับรางวัลศิลปินที่เล่นสดได้ดีที่สุดของ NME ในปีถัดมาอีกด้วย

พวกเขาแสดงให้แฟนเพลงและคนทั้งโลกได้เห็นว่าคำวิจารณ์หรือความคิดเห็นลบๆ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พวกเขามักจะนำมันมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์งานให้ออกมามีความแปลกใหม่และดีกว่าเดิมอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก ซึ่งมันส่งผลให้เขาจมอยู่กับความเครียดและความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตแย่ลงไปอีก ช่วงเวลานี้มันเป็นเหมือนฝันร้ายของเขา แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาเสพติดออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

แมทธิวตัดสินใจเข้ารับการบำบัดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองที่สถานบำบัดบนเกาะบาร์เบโดสเป็นเวลา 6 สัปดาห์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปี 2017 เขาก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้ และเมื่อฟรอนต์แมนอย่างเขากลับมาก็ถึงเวลาที่ The 1975 ต้องเดินหน้ากันต่อ

“ผมมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญในชีวิต” เขากล่าวหลังก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้

นับตั้งแต่เดบิวต์จนถึงปัจจุบัน The 1975 โด่งดังและมีฐานแฟนเพลงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สังเกตได้จากการประกาศทัวร์ในหลายเมืองทั่วโลก การได้ขึ้นเป็น Headliner ครั้งแรกของเทศกาลดนตรีชื่อดังอย่าง Reading and Leeds ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม และการขายบัตรคอนเสิร์ตของพวกเขาที่กระแสตอบรับจากแฟนเพลงดีมากจนทำให้บัตร sold out อย่างรวดเร็วในหลายๆ เมือง รวมทั้งโชว์ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทยของเราด้วยที่บัตรขายหมดภายในเวลาไม่กี่นาที

ส่วนอัลบั้มใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานอย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships อัลบั้มที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่และหลากหลายของแนวดนตรีก็ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจากสื่อหลายสำนักว่าเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยม และหากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าการทำงานตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุดของ The 1975 นั้นมีความหลากหลาย มีซาวด์ดนตรีเป็นเอกลักษณ์ และไม่เคยยึดติดกับแนวเพลงใดเป็นพิเศษ พวกเขาชอบทำและทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยครั้งหนึ่ง The 1975 เคยถูกเรียกว่าเป็นวงอินดี้ป๊อป, อินดี้ร็อก, ป๊อป, ร็อก, ป๊อปร็อก, อิเล็กโทรป๊อป, ฟังก์ร็อก แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันเราไม่สามารถไปจำกัดความพวกเขาได้อีกแล้วว่าเป็นวงแนวนั้นแนวนี้ เพราะทุกครั้งที่เราเห็น The 1975 ออกอัลบั้มใหม่ พวกเขาจะกลับมาพร้อมกับงานที่มีส่วนผสมแปลกใหม่และต่างไปจากเดิมเสมอ อีกทั้งในอัลบั้มก็จะเต็มไปด้วยเพลงที่มีความหลากหลายทางแนวดนตรี ไม่จำกัดเฉพาะแนวไหนเป็นพิเศษ

 

 

แมทธิวบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากศิลปินอย่าง Talking Heads, My Bloody Valentine และไมเคิล แจ็คสัน แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการทำงานกับเขามากที่สุดคือ จอห์น ฮิวจ์ส ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานอย่าง Home Alone, The Breakfast Club และ Ferris Bueller’s Day Off

สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกและพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกินจริงจากสิ่งที่แมทธิวกล่าวไว้เลย พวกเขาคือหนึ่งในวงดนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งยุคสมัยปัจจุบัน แต่ถามว่าพวกเขาใช่วงดนตรีที่ดีที่สุดเลยไหม อันนี้ก็คงไม่มีใครสามารถตอบและตัดสินได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้แน่นอนเลยคือเวลานี้พวกเขากำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดชนิดที่ไม่ว่าอะไรก็หยุดไม่อยู่อีกแล้ว

สำหรับแฟนๆ ชาวไทยของ The 1975 ก็ต้องอดใจรอกันหน่อย เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะกลับมาแสดงสดๆ ให้พวกเราได้ดูตรงหน้ากันอีกครั้งในวันที่ 13 กันยายนนี้ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี หลังจากที่เคยมาครั้งหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าแฟนเพลงชาวไทยของ 4 หนุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์คงตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นเร็วๆ และหากนับวันรอตั้งแต่วันนี้ ผมว่ามันก็ไม่นานเท่าไรนะครับ

 

ประวัตินักร้อง, นักแเสดงต่างประเทศ

 

Maroon 5

มารูนไฟฟ์ (Maroon 5) เป็นวงดนตรีแนวป็อปร็อกสัญชาติอเมริกันจากลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย[ ก่อตั้งใน ค.ศ. 1994 ในชื่อคาราส์ฟลาวเออส์ (Kara’s Flowers) ขณะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม แรกเริ่มมีอดัม เลวีน (กีตาร์และร้องนำ) เจสซี คาร์ไมเคิล (คีย์บอร์ด) มิกกี แมดเดน (กีตาร์เบส) และไรอัน ดูซิก (กลอง) ชื่อวงตั้งตามชื่อของกลุ่มผู้หญิงที่สมาชิกวงหลงใหล คาราส์ฟลาวเออส์เซ็นสัญญากับสังกัดรีพรีซเรเคิดส์ และอัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ ใน ค.ศ. 1997 หลังได้รับการตอบรับไม่ดีนัก สมาชิกวงแยกทางกันและเรียนในวิทยาลัย

ใน ค.ศ. 2001 วงกลับมารวมตัวกัน ได้เจมส์ วาเลนไทน์เพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ และตามเส้นทางใหม่ในชื่อ มารูนไฟฟ์บัดนี้ เจสซี คาร์ไมเคิลหันไปเล่นคีย์บอร์ด และได้กลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของเขาในวง หลังการเปลี่ยนแปลงนี้ มารูนไฟฟ์เซ็นสัญญากับค่ายอ็อกโทนเรเคิดส์และออกอัลบั้มเปิดตัว “ซองส์อะเบาต์เจน” ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ซิงเกิลแรกคือ “ฮาร์เดอร์ทูบรีด” ถูกเปิดบ่อยครั้ง ทำให้อัลบั้มได้เปิดตัวที่อันดับหกในบิลบอร์ด 200[8] วงคว้ารางวัลแกรมมีสาขาศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมปี 2005 หลังจากนั้นสองสามปี วงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน และผลิตบันทึกการแสดงสดสองครั้ง คือ 1.22.03.อคูสติก (ค.ศ. 2004) และไลฟ์ – ฟรายเดย์เดอะเทอร์ทีนธ์ (ค.ศ. 2005)[9] ใน ค.ศ. 2006 ไรอัน ดูซิกลาออกจากวงหลังประสบอาการข้อมือและไหล่บาดเจ็บ และได้แมตต์ ฟลินน์มาแทน วงได้อัดเสียงอัลบั้มชุดที่สอง “อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง” วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007[10] อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ด 200 และซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม “เมกส์มีวันเดอร์” กลายเป็นเพลงแรกของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 วงออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามชื่อ แฮนส์ออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายซ้ำในปี ค.ศ. 2011 มีเพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขณะที่อัลบั้มฉบับดั้งเดิมได้รับคำวิจารณ์แบบคละกัน เพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขึ้นถึงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 วงได้ออกอัลบั้มถัดมาชื่อ “โอเวอร์เอกซ์โพสต์” ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ทั้งสี่ซิงเกิลของอัลบั้มประสบความสำเร็จบนชาร์ต ตัวอย่างเช่น ซิงเกิลที่สอง เพลง “วันมอร์ไนต์” ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ใน ค.ศ. 2014 วงได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ และออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า “ไฟฟ์” (V) พร้อมกับได้สมาชิกคนที่หก พีเจ มอร์ตัน เล่นคีย์บอร์ดและร้องเบื้องหลัง และเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012 อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 มารูนไฟฟ์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 15 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 100 ล้านซิงเกิล และ 27 ล้านอัลบั้มทั่วโลก

สมาชิก
อดัม เลวีน
เจสซี คาร์ไมเคิล
มิกกี แมดเดน
เจมส์ วาเลนไทน์
แมตต์ ฟลินน์
พีเจ มอร์ตัน

ผลงาน

  • 2002 : Songs About Jane
  • 2007 : It Won’t Be Soon Before Long
  • 2010 : Hands All Over
  • 2012 : Overexposed
  • 2014 : V
  • 2017 : Red Pill Blues

9 ข้อน่ารู้จากสาวสวย “เบลล่า ธอร์น” จากหนังโรแมนติกหวานซึ้ง “Midnight Sun”

 

1. “เบลล่า ธอร์น” (Bella Thorne) ความจริงแล้วเธอมีชื่อเต็มว่า “Annabella Avery Thorne” ซึ่งพ่อแม่ของเธอตั้งตามตัวการ์ตูนเจ้าหญิงในดิสนีย์ที่มีชื่อว่า “เบลล์” จากเรื่อง “Beauty and the Beast” นั่นเอง

2. ถึงแม้ในตอนนี้ “เบลล่า ธอร์น” อายุเพียงแค่ 20 ปี แต่เธอก็มีความสามารถเกินอายุจริง เธอทำงานในวงการมานับไม่ถ้วนทั้งในฐานะนักแสดง นักร้อง และนักเต้น และผลงานแจ้งเกิดที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักนั้นคือ ซีรีส์ซิทคอม “Shake It Up” ของทางดิสนีย์ กับบทบาท “ซีซี โจนส์” ที่ถูกใจผู้ชมไปทั่วโลก

3. ส่วนทริคที่สาวๆ หลายคนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างสุดเป๊ะของเธอ “เบลล่า ธอร์น” มักจะหาเวลาในการออกกำลังกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ต่อยมวย, พิลาทีส, โยคะร้อน รวมทั้งเล่น ฟุตบอล อีกด้วย

4. เบลล่า ธอร์น กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในฮอลลีวู้ด นับจากบทบาทในหนังตลกเรื่อง The DUFF ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Teen Choice Awards ประจำปี 2015 ในสาขา Choice Villain มาครอง

5. เธอมักเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของสมาคม Boys and Girls Club SMART Girls, The Thirst Project และ The Dyslexia Foundation

6. สำหรับผู้ติดตามสื่อโซเชียลมีเดียทางออนไลน์ทุกช่องทางของเธอก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่า 18 ล้านฟอลโลว์เวอร์แล้ว

7. เธอยังมีผลงานนิยายเรื่องแรก “Autumn Falls” ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2014 และเพิ่งปล่อยเล่มสอง “Autumn’s Kiss” ออกมาวางแผงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 ที่ผ่านมาอีกด้วย

8. ล่าสุดเธอได้โชว์ฝีมือการแสดงแบบเต็มขั้นด้วยการมารับบทนางเอกเต็มตัวในหนังโรแมนติกหวานซึ้ง “MIDNIGHT SUN หลบตะวัน ฉันรักเธอ” ในบทของ “เคธี่” สาวที่เป็นโรคแพ้แสงแดด เธอแอบชอบนักกีฬาดาวเด่นของโรงเรียน “ชาร์ลี” (รับบทโดย แพทริค ชวาร์เซเนกเกอร์) หนุ่มหล่อที่ผ่านหน้าบ้านเธอในทุกๆ วันเป็นเวลากว่า 10 ปี เธอพยายามปกปิดอาการไม่ให้เขารู้ แต่แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ได้มีโอกาสพบเจอและเริ่มต้นสานความสัมพันธ์กัน แต่เรื่องราวรักนี้จะพิเศษตรงที่ ความรักของพวกเขาจะเจิดจ้าแค่ยามค่ำคืน ด้วยการออกเดทกันในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น

9. นอกจากนี้งานอดิเรกที่เธอชื่นชอบนอกเหนือจากการเต้น ก็คือการฟังเพลง เธอสนใจในแนวเพลงยุค 1980’s และนั่นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เธอมีความสามารถทางด้านการร้องเพลงที่ดีไม่แพ้ใคร อย่างล่าสุดเธอได้โชว์เสียงร้องเพลง “Burn so Bright” ประกอบภาพยนตร์ “MIDNIGHT SUN หลบตะวัน ฉันรักเธอ” เซอร์ไพรส์แฟนๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน

“เคธี่รักดนตรี รักเสียงเพลงมากๆ ค่ะ การได้เขียนเพลง-ร้องเพลงทำให้เหมือนเธอได้สื่อความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา พอได้เริ่มลองฟังดนตรี อ่านโน้ตเพลงที่เคธี่ต้องร้องในหนัง ความรู้สึกมัน ว้าว! มาก มันทำให้ฉันเข้าใจในตัวตนของเธอ ได้เห็นถึงแรงบันดาลใจที่ถูกขับออกมาผ่านตัวละครนี้อย่างเต็มเปี่ยม” เบลล่า ธอร์น เอ่ยถึงมุมมองต่อดนตรีในหนัง

 

นักแสดงต่างประเทศ

“โรเบิร์ต แพททินสัน” ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างถ่ายหนัง The Batman เข้ากักตัว 14 วัน

 

ภายหลัง “วอเนอร์ บราเธอส์” ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Batman เปิดเผยเพียงว่ามีหนึ่งในทีมงานตรวจพบเชื้อโควิด-19 โดยไม่ระบุชื่อ แต่ต่อมานิตยสาร วานิตี แฟร์ ( Vanity Fair) และสำนักข่าว ฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่าว่าผู้ติดเชื้อคือ โรเบิร์ต แพททินสัน พระเอกหนุ่มชาวอังกฤษวัย 34 ปี

โรเบิร์ต แพททินสัน จะต้องกักตัวรอดูอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน ทั้งนี้ The Batman เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศได้ หลังต้องหยุดไปตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.  อย่างไรก็ตาม ทีมงานเพิ่งเริ่มถ่ายทำไปได้เพียง 3 วันเท่านั้น ก่อนพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้กองถ่ายต้องหยุดชะงักอักครั้งอย่างน้อย 14 วัน

สำหรับ โรเบิร์ต แพททินสัน ถือเป็นนักแสดงฮอลลีวูดคนล่าสุด ที่ถูกเปิดเผยว่าติดเชื้อโควิด-19 หลังจากเมื่อวันพุธ ดเวย์น จอห์นสัน หรือ The Rock โพสต์อินสตาแกรมระบุว่า ตัวเขา ภรรยา พร้อมบุตรสาว 2 คน ติดเชื้อกันทั้งครอบครัว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว แต่ตอนนี้ได้รับการยืนยันว่าปลอดเชื้อแล้วทุกคน

แชดวิก โบสแมน นักแสดงนำ Black Panther เสียชีวิตด้วยวัย 43 ปี จากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

แชดวิก โบสแมน นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 43 ปี เจ้าของบทบาทกษัตริย์ทีชาลา จากภาพยนตร์ Black Panther ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานกว่า 4 ปีเต็ม

โดยสำนักข่าวต่างประเทศรวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของโบสแมนทั้ง Instagram และ Twitter ได้ออกมาเปิดเผยข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการฮอลลีวูดในครั้งนี้ ท่ามกลางความเศร้าเสียใจที่มีต่อการจากไปของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 โบสแมนได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยจากโรงมะเร็งลำไส้ในระยะที่ 3 โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าวกระทั่งมันได้ลุกลามจนไปสู่ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) ในที่สุด

ข้อความจาก Instagram (Chadwickboseman) ที่เชื่อว่าเป็นถ้อยแถลงของครอบครัวได้กล่าวถึงโบสแมนเอาไว้ว่า “เขาคือนักสู้ที่แท้จริง โบสแมนได้อดทนฟันฝ่ามันมาได้ทั้งหมด และยังได้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่พวกคุณหลงรักมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ Marshall ไปจนถึง Da 5 Bloods, August Wilson’s Ma Rainey’s Black Bottom และอื่นๆ อีกมากมาย

“ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดถูกถ่ายทำในระหว่างที่เขาต้องเข้ารับการรักษาตัวด้วยการทำเคมีบำบัดและการผ่าตัดมานับครั้งไม่ถ้วน

“และยังถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตการทำงานของเขา ที่ครั้งหนึ่งโบสแมนเคยมีโอกาสปลุกให้กษัตริย์ทีชาลามีชีวิตจริงๆ ขึ้นมาในภาพยนตร์ Black Panther ⁣⁣

“เขาเสียชีวิตในบ้านของเขาโดยมีภรรยาและครอบครัวอยู่เคียงข้าง ⁣ครอบครัวโบสแมนขอขอบคุณพวกคุณทุกคนสำหรับความรักและคำอธิษฐานที่มีให้กับเขา และในระหว่างนี้เราขอให้พวกคุณเคารพความเป็นส่วนตัวของพวกเขา (ครอบครัวโบสแมน) ต่อไปในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้”

เปิดทำเนียบ 15 นางฟ้า Victoria’s Secret ค่าตัวแพงระยับ

อลังการตระการตาในทุกปีสำหรับสุดยอดแฟชั่นโชว์อย่าง Victoria’s Secret  และปีนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วกับ ฤดูกาลนางฟ้าสยายปีก Victoria’s Secret Fashion Show 2015  รอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในคืนวันที่ 8 ธันวาคม ในทุกๆปีจะมีการแจ้งเกิดเหล่านางฟ้าหน้าใหม่บนเวที แต่วันนี้เราได้รวบรวม 15 อันดับนางแบบที่มีค่าตัวต่อปีแพงที่สุด ทั้งคนที่ยังเดินให้วิคตอเรียซีเคร็ทอยู่ และที่อำลาเวทีไปแล้ว มาดูกันว่านางแบบแต่ละคนสวยและรวยมากขนาดไหน

15. Daria Werbowy: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1983| ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติแคนาดา
หลังจากที่เธอเปล่งประกายอยู่บนปก Vogue Magazine ใน 50 ประเทศ งานมากมายก็วิ่งชนเธออย่างไม่ขาดสาย รวมถึงได้เป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Lancome อีกด้วย

Daria-Werbowy-AG-Jeans-1024x757

14. Liu Wen: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 27  มกราคม 1988| ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติจีน
Liu เป็นนางแบบชาวจีนคนแรกที่ได้ย่างเท้าบนรันเวย์วิคตอเรียซีเครท และเธอยังสามารถทำเงินได้มากมายจากการเป็นนางแบบให้แบรนด์ชุดชั้นในและเสื้อผ้า La Perla, Massimo Dutti, H&M, MO&Co รวมถึงเป็นนางแบบเอเซียคนแรกให้เครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง Estee Lauder อีกด้วย

14liu-wen-45-million-28-million-liu-was-the-first-chinese-model-to-strut-down-the-catwalk-for-victorias-secret-liu-now-makes-most-of-her-money-from-underwear-firm-la-perla-and-by-modelling-for-massimo-dutti-hm-and-moco-after-she-left-victorias-secret

 13. Kate Moss: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 16 มกราคม 1974| ส่วนสูง 170 cm | สัญชาติอังกฤษ
นางแบบรุ่นพี่วัย 41 ปีที่โด่งดังอมตะและเป็นที่จดจำอย่างยาวนานในฐานะนางแบบแถวหน้าของโลก แม้ตอนนี้จะห่างเวทีใหญ่ๆไปนานแล้ว แต่เธอก็ยังโกยรายได้จากการเซ็นสัญญาเงินล้านกับแบรนด์ใหญ่ๆในยุโรปและอเมริกา เช่น David Yurman, Decorté Skincare, และ Burberry  รวมถึงเป็นดีไซน์เนอร์และนางแบบให้ Gucci, Dolce & Gabbana, Calvin Klein, Chanel, Rimmel, และ Bulgari เป็นต้น เรียกได้ว่าเธอเดินสายตัวแม่ในวงการนางแบบและวงการแฟชั่นของโลกมาโดยตลอด

kate19

12.Carolyn Murphy: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 11 สิงหาคม 1974| ส่วนสูง 175 cm | สัญชาติอเมริกัน

แม้จะเข้าเลขสี่แล้วก็ตามแต่นางแบบรุ่นพี่อย่าง  Carolyn Murphy ไม่เคยหลุดโผจากการจัดอันดับนางแบบเงินล้านเลยแม้สักครั้ง เธอได้ร่วมงานกับโปรเจคใหญ่กับแบรนด์ระดับโลกอย่างไม่ขาดช่วงไม่ว่าจะเป็น Estée Lauder, Ugg หรือ Oscar de la Renta เป็นต้น

Carolyn-Murphy

11. Karlie Kloss: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 3 สิงหาคม 1992| ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติอเมริกัน

นอกจากจะเป็นนางแบบเงินล้านแถวหน้าแล้ว เธอยังเป็นเพื่อนสนิทกับนักร้องซุปตาระดับโลกอย่าง Taylor Swift อีกด้วย หลังอำลาตำแหน่งนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ท โปรเจคกับแบรนด์ใหญ่ก็วิ่งชนเธออย่างไม่ขาดสาย L’Oréal, Joe Fresh, หรือ Kate Spade เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ Flatiron School เป็นผู้มอบทุนการศึกษา  Kode with Karlie scholarship ให้แก่เด็กอายุ 13-18 ปีที่ขัดสนแต่ฝันอยากจะเรียนด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย

karlie-kloss-vs-photos03

10. Candice Swanepoel: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 1988| ส่วนสูง 178 cm | สัญชาติแอฟริกาใต้

หลังจากเธอได้กลายเป็น the face ของ Max Factor รายได้ของเธอในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงเกือบ 2 เท่า และเธอยังได้เซ็นสัญญาใหญ่เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับน้ำหอมของ Versace อีกด้วย

hf

9. Alessandra Ambrosio: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 11 เมษายน 1988| ส่วนสูง 177 cm | สัญชาติบราซิล

รายได้โดยส่วนใหญ่ของ Alessandra Ambrosio มากจาก Victoria’s Secret แต่เธอก็ยังมีคอลเลคชั่น ชุดว่ายน้ำ และเสื้อผ้าของเธอวางจำหน่าย กับ Planet Blue แฟชั่นออนไลน์สโตร์ชื่อดัง และงานนางแบบเสริมอีกหลายงานอย่างไม่ขาดสาย

hot_alessandra_ambrosio

8. Lara Stone: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 20 ธันวาคม 1983| ส่วนสูง 176.5 cm | สัญชาติเนเธอร์แลนด์

เส้นทางนางแบบของ Lala Stone เริ่มในปารีส ตั้งแต่เธออายุ 12 ปี  หลังจากนั้นเพียงม่กี่ปีเธอก็กลายเป็นนางแบบค่าตัวแพงติดอันดับโลกเธอมีสัญญาใหญ่กับแบรนด์  L’Oréal cosmetics และ Calvin Klein underwear และภาพโปรโมทล่าสุดจาก Calvin Klein ที่เธอได้ร่วมถ่ายแบบสุดวาบหวามกับนักร้องหนุ่มชื่อดังอย่าง Justin Bieber ก็ยิ่งทำให้เธอเจิดจรัสในวงการและเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีทองของเธอเลยทีเดียว

lala_stone-10

7. Joan Smalls: $5.5 million (198,632,665 บาท)

เกิดวันที่ 11 กรกฎาคม 1988| ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติอเมริกัน

การได้ร่วมงานโฆษณากับ Joe Fresh, Calvin Klein, และ Marc Jacobs ทำให้รายได้ของเธอเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง $2 million และนอกจากนี้เธอยังเป็นนางแบบที่เดินบนเวทีแคทวอร์คมาแล้วหลายเวที ถ้าให้พูดตามจริงคือเธอย่ำแคทวอร์คบ่อยที่สุดในบรรดานางแบบที่อยู่ในลิสต์นี้เลยทีเดียว

mFjet1S7

6. Miranda Kerr: $5.5 million (198,632,665 บาท)

เกิดวันที่ 20 เมษายน 1983 | ส่วนสูง 175 cm | สัญชาติออสเตรเลีย

Miranda Kerr อำลาเวทีวิคตอเรียซีเคร็ทไปตั้งแต่ปี 2013  แต่เธอยังคงมีรายได้อย่างต่อเนื่องจากบริษัทชุดชั้นในยักษ์ใหญ่ของโลก Wonderbra รวมถึงสัญญากับแบรนด์ดังอย่าง Escada Joyful Fragrance, Swarovski jewelry และ Clear Hair และด้วยเหตุที่เธอเป็นอดีตภรรยาของหนุ่มเอลฟ์แห่งฮอลลีวูดอย่าง Orlando Bloom นั่นยิ่งทำให้เธอดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว

Миранда Керр фото Miranda Kerr

5. Natalia Vodianova: $7 million (252,805,210 บาท)

เกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1982 | ส่วนสูง 176 cm | สัญชาติรัสเซีย

เธอโกยรายได้มากตั้งแต่เป็น the face ให้ Stella McCartney และ Theory ก่อนจะดังและรวยแบบฉุดไม่อยู่กับ 3 สัญญาของแบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Guerlain cosmetics, Calvin Klein Euphoria และ Guerlain Shalimar Souffle de Parfum

Natalia Vodianova images 1280 x 800

4. Doutzen Kroes: $7.5 million (270,862,725 บาท)

เกิดวันที่ 23 มกราคม 1985 | ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติดัทช์

แม้เวทีวิคตอเรียซีเคร็ทเป็นเวทีแจ้งเกิดที่ทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตก แต่งานที่โกยรายได้ให้เธออย่างมหาศาลคือ สัญญากับ 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่  Tiffany & Co., Samsung, และ Calvin Klein

doutzen-kroes-vogue-17

3. Adriana Lima: $9 million (325,035,270 บาท)

เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 1981 | ส่วนสูง 178 cm | สัญชาติบราซิล

Adriana Lima เป็นนางฟ้าที่เดินให้กับวิคตอเรียซีเคร็ทมายาวนานที่สุดในลิสต์ ส่วนช่องทางรายได้อื่นๆของเธอนั้นมาจากสัญญากับแบรนด์ใหญ่อย่าง Marc Jacobs, Maybelline, และ Vogue Eyewear

Adriana-Lima-20130723-01

2. Cara Delevingne: $9 million (325,035,270 บาท)

เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 1992 | ส่วนสูง 173 cm | สัญชาติอังกฤษ

คุ้นหน้ากันดีกับ Cara Delevingne ที่เพิ่งประกาศหันหลังให้วงการนางแบบและจะโดดมาชิมลางในเส้นทางภาพยนตร์ เธอเป็นนางแบบที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยจำนวนผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 19 ล้านคน ในทวิตเตอร์ 3.7 ล้านคน และในเฟสบุคกว่า 1.5 ล้านคน ใบหน้าที่โดดเด่นและบุคลิกฮ้าวๆแบบยียวน ทำให้เธอเป็นขวัญใจวัยรุ่นทั่วโลก เธอเซ็นสัญญากับแบรนด์ใหญ่มากมายเช่น DKNY, Burberry, MANGO, TOPSHOP นอกจากนี้เธอยังทำงานเพลง งานทีวี งานภาพยนต์ และดีไซน์เนอร์ ส่วนงานภาพยนต์ของเธอที่กำลังจะฉายเร็วๆนี้คือ Suicide Squad

cara-cara-delevingne-34801805-1920-1200

1. Gisele Bundchen: $44 million (1,589,061,320 บาท)

เกิดวันที่ 20 กรกฎาคม 1980 | ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติบราซิล

ดัง สวย และรวยมาก คงจะเป็นนิยามที่จำกัดความให้ Gisele Bundchen ได้ชัดเจนที่สุด รายได้เธอพุ่งทะยานนำหน้าเหล่าเพื่อนนางแบบรวมถึงสามีของเธอ Tom Brady ไปไกลเลยทีเดียว เธอได้ร่วมงานกับแบรนด์เครื่องสำอาง น้ำหอม และเสื้อผ้าใหญ่ๆทั่วโลกมาแล้วเกือบทุกแบรนด์ส่วนผลงานเด่นๆของเธอในวงการคือสัญญายักษ์กับ Chanel และ Carolina Herrera และเธอยังเป็นดีไซเนอร์รองเท้าให้แบรนด์แฟชั่นอีกหลายแบรนด์ นอกจากนี้เธอยังเคยทำงานทั้งในวงการภาพยนตร์ และ วงการเพลงมาแล้วหลายงาน ส่วนงานโฆษณาจาก Under Amour I WILL WHAT I WANT ล่าสุดที่ไปได้รางวัลจาก Cannes Lion ก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

Gisele-Bundchen-14

Selena Gomez

เซเลนา มารี โกเมซ (Selena Marie Gomez; เกิด 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992) เป็นนักร้องและนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดและเติบโตที่แกรนด์แพรรี รัฐเท็กซัส ผลงานแจ้งเกิดทางวงการของเธอคือ การแสดงซีรีส์ Barney & Friends เมื่อช่วงปี 2000’s ซึ่งทำให้เธอได้รู้จักกับเดมี โลวาโต ซึ่งเป็นนักแสดงในซีรีส์ด้วย ผลงานที่โดดเด่นสร้างชื่อเสียงให้กับเธอเป็นอย่างมาก คือ ซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง ครอบครัวพลังโอมเพี้ยง! (Wizards of Waverly Place) ในบทของอเล็กซ์ รุสโซ ทางช่องดิสนีย์แชนแนล

นอกจากผลงานทางด้านแสดง เซเลนายังรวมกลุ่มกับร่วมกับวงดนตรี The Scene ชื่อกลุ่มว่า Selena Gomez & The Scene โดยเซ็นสัญญากับค่ายเพลง Hollywood Records และออกอัลบั้มด้วยกัน 3 อัลบั้ม คือ Kiss & Tell, A Year Without Rain และ When The Sun Goes Down ก่อนที่จะแยกกลุ่มกัน ปัจจุบันเธอได้กลายเป็นนักร้องเดี่ยว โดยอัลบั้ม Revival ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกภายใต้สังกัด Interscope เมื่อรวมยอดขายทั้งหมดที่ผ่านมาจนถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2015 เธอมียอดขายอัลบั้มรวม 6.7 ล้านแผ่น และยอดขายซิงเกิล 22 ล้านซิงเกิลในสหรัฐอเมริกา

เซลีนาเข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรกกับผลงานภาพยนตร์ เรื่อง Ramona and Beezus นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับเธออีกมากมาย เช่น Monte Carlo, Hotel Transylvania และ Spring Breakers เป็นต้น นอกจากผลงานในวงการแล้ว เซลีนายังเป็นตัวแทนเข้าร่วมองค์กรการกุศลและองค์กรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะ ที่สำคัญเธอยังได้มีแบรนด์น้ำหอมเป็นของตัวเองอีกด้วย

ประวัตินักร้อง, นักร้องต่างประเทศ

Dwayne Johnson (ดเวย์น จอห์นสัน)

ประวัติย่อ

ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) มีชื่อจริงว่า ดเวย์น ดักลาส จอห์นสัน (Dwayne Douglas Johnson) เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1972 นักมวยปล้ำอาชีพและนักแสดงลูกครึ่งแคนาดา-อเมริกัน และมีเชื้อสายซามัว เป็นนักมวยปล้ำของWWE ในชื่อที่รู้จักกันเป็นอย่างดี เดอะร็อก (The Rock) ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า ดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน (Dwayne “The Rock” Johnson) หรือฉายาคือหินเดินได้

จอห์นสันที่มีงานเพิ่มอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะหยุดยั้งงานแสดงของเขาเลยด้วยผลงานภาพยนตร์ดังต่อเนื่องที่จะเข้าฉายในปี 2015 นอกเหนือจาก Furious 7 แล้ว เขายังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง San Andreas สำหรับวอร์เนอร์ บรอส. พิคเจอร์ส ท่เขารับบทนักบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ที่ต้องฝ่าอันตรายข้ามแคลิฟอร์เนียเพื่อตามหาลูกสาวเขาหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง นอกจากนี้ เขายังถูกวางตัวให้นำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Central Intelligence สำหรับนิวไลน์ ซีเนมา ซึ่งดัดแปลงจาก Bay Watch รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง The Janson Directive สำหรับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สด้วย ในปีนี้ เขายังจะได้แสดงซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Ballers ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักฟุตบอลที่ต้องรับมือกับเพื่อนพ้อง ครอบครัวและผู้ดูแลของพวกเขา และกำกับโดยปีเตอร์ เบิร์กอีกด้วย

ผลงานอื่น ๆ ของจอห์นสันรวมถึง ภาพยนตร์พาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Hercules ที่กำกับโดยเบรท แรทเนอร์ และจอห์นสันรับบทนำ, ทริลเลอร์ดรามาเรื่อง Snitch เกี่ยวกับพ่อผู้ทำงานแฝงตัวให้กับหน่วยป.ป.ส. เพื่อปลดปล่อยลูกชายของเขาที่ถูกคุมขังหลังจากถูกใส่ร้ายในเรื่องการค้ายาเสพติด, G.I. Joe: Retaliation ภาคสองของแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็กชันผจญภัย ประกบบรูซ วิลลิส และแชนนิง ทาทัม, ภาพยนตร์อินดีดรามาเรื่อง Empire State ประกบเลียม เฮมส์เวิร์ธ และเอ็มมา โรเบิร์ตส์, Pain & Gain ประกบมาร์ค วอห์ลเบิร์ก และ Fast Five และ Fast and Furious 6 ซึ่งทำรายได้รวมกันได้ 1.4 พันล้านเหรียญทั่วโลก


ผลงานก่อนหน้านี้ที่หลากหลายของจอห์นสันรวมถึง Race to Witch Mountain, The Tooth Fairy, Planet 51, Get Smart, The Game Plan, Journey 2: The Mysterious Island ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 335 ล้านเหรียญทั่วโลก, Be Cool ซีเควลของเรื่อง Get Shorty โดยเอ็มจีเอ็ม ประกบ จอห์น ทราโวลตา, อูมา เธอร์แมน และวินซ์ วอห์น, รีเมกปี 2004 เรื่อง Walking Tall และภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง The Rundown แอ็กชัน/คอเมดีชื่อดังที่กำกับโดย ปีเตอร์ เบิร์ก และร่วมแสดงโดยฌอน วิลเลียม สก็อต, โรซาริโอ ดอว์สัน และคริสโตเฟอร์ วอลเคนจอห์นสันได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากจากบทบาทที่มากมายและหลากหลายของเขา ในปี 2008 เอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลีได้ยกย่องจอห์นสันให้เป็นเอลิสต์รุ่นใหม่ของฮอลลีวูด เทียบเท่ากับโรเบิร์ต ดาวนีย์, จูเนียร์, เอลเลน เพจ, เจมส์ แม็คอะวอย และเอมี อดัมส์ความรักในการแสดงของเขาและความต้องการที่จะชิมลางงานอื่นทำให้เขาได้ออกรายการ Saturday Night Live ในเดือนมีนาคม ปี 2000 และทำให้หลายคนประหลาดใจด้วยความชำนาญในการแสดงคอเมดีของเขา และมันก็ทำให้รายการนี้มีเรตติ้งสูงสุดในปีนั้น หลังจากนั้นจอห์นสันก็ได้รับเลือกจากสตีเฟน ซอมเมอร์สให้แสดงใน The Mummy Returns ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 400 ล้านเหรียญทั่วโลก ตัวละครของเขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริหารของยูนิเวอร์แซล ระหว่างการฉายฟิล์ม จนพวกเขาวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์จากตัวละครของเขาในทันที ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Scorpion King ก็ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศในปี 2002 ด้วการเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลประจำเดือนเมษายน


ดเวย์น จอห์นสันเกิดในซานฟรานซิสโกและเติบโตในฮาวาย เขาประสบความสำเร็จการได้ร่วมทีมออลอเมริกันสมัยไฮสคูล และได้ทำหน้าที่ไลน์แมนตัวรับคนดังให้กับทีมมหาวิทยาลัยไมอามี เฮอร์ริเคนส์ และช่วยนำทีมของเขาผ่านอุปสรรคมากมายจนกลายเป็นแชมป์ระดับประเทศ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไมอามี จอห์นสันก็ได้เดินตามรอยเท้าของร็อคกี้ จอห์นสัน พ่อผู้มีชื่อจารึกอยู่ในดับบลิวดับบลิวอี ฮอล ออฟ เฟมของเขา และไฮ ชีฟ ปีเตอร์ ไมเวีย ปู่ของเขา ด้วยการเข้าร่วมแวดวงกีฬาบันเทิงของดับบลิวดับบลิวอี ภายในเวลาเจ็ดปี (1996-2003) อารมณ์ที่รุนแรงของเขาได้นำไปสู่ความสำเร็จด้วยสถิติผู้เข้าชมสูงสุดในอเมริกาและทำลายสถิติการจ่ายเงินเพื่อชมการแข่งขันระหว่างนั้นด้วยเช่นกัน เดอะ ร็อค ที่ดเวย์น จอห์นสันได้สร้างขึ้นได้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเสน่ห์สูงสุดและมีพลังพลุ่งพล่านสูงสุดเท่าที่วงการเคยเห็น ในเดือนมีนาคม ปี 2012 จอห์นสันได้ทำลายสถิติด้วยการหวนคืนสู่ดับบลิวดับบลิวอีอีกครั้ง และเขาก็สามารถโค่นจอห์น ซีนาในการแข่งขันเรสท์เทิล มาเนียครั้งที่ 28 ในไมอามีได้จอห์นสัน ผู้ไม่พอใจกับการอยู่หน้ากล้องเพียงอย่างเดียว ได้เขียนอัตชีวประวัติของตัวเองในชื่อ The Rock Says ซึ่งติดอันดับหนึ่งในลิสต์เบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์ ไม่นานนักหลังจากที่มันตีพิมพ์ในเดือนมกราคม ปี 2000


ในปี 2006 จอห์นสันได้ก่อตั้งเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันขึ้น โดยพันธกิจของเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันคือ การให้การศึกษา ให้อำนาจและให้แรงจูงใจกับเด็ก ๆ ทั่วโลกผ่านทางความสมบูรณ์พร้อทางกายภาพและสุขภาพ จอห์นสันเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้มุ่งมั่น เขาเป็นโฆษกคนปัจจุบันของโครงการรณรงค์เรื่องโรคเบาหวานของมูลนิธิเอนเตอร์เทนเมนต์ อินดัสทรี ฟาวน์เดชัน นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกดาราคนดังสำหรับสภากาชาดอเมริกันและทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีคนดังแห่งชาติสำหรับมูลนิธิเดอะ เมค อะ วิช ฟาวน์เดชันอีกด้วย ในปี 2008 สภาคองเกรสอเมริกาและคณะกรรมาธิการผู้นำร่วมของอเมริกาได้ยกย่องเขาด้วยการมอบรางวัลฮอไรซัน อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลที่สภาคองเกรสมอบให้กับภาคเอกชน ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอันโดดเด่นและมอบโอกาสให้กับเยาวชนทั่วประเทศ

สนันสนุนข้อมูลโดย  BunTube.net ดูหนังออนไลน์

ประวัติNicki Minaj

เธอมีชื่อจริงว่า “โอนิก้า ทานญ่า มาราจ” (Onika Tanya Maraj) มีหลายคนอ่านออกเสียงนามสกุลเจ๊เราผิดมาก เรียก”มะนาจ”นะคะ

“นิคกิ มะนาจ” (ให้ออกเสียง Minaj ว่า มะนาจ)  เกิดในปี 1982 ที่ เซนต์ เจมส์ โดยพ่อ-แม่เชื้อสาย อินเดีย แอฟริกัน-ตรินิแดด และอาศัยอยู่กับย่าที่ เซนต์ เจมส์ จนอายุได้ 5 ปี พ่อแม่ของเจ๊เราก็ย้ายไปอยู่ในนิวยอร์กและพาเจ๊ไปด้วย พ่อของนิคกินั้นติดเหล้าและยาเสพติดหนักมาก ถึงขั้นเคยพยายามจะฆ่าแม่ของเจ๊!!! ด้วยการให้นั่งอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้, นิคกิ มะนาจ สำเร็จการศึกษาจาก LaGuardia High School

นิกกี้ มินาจ

ปี 2007 นิกกิ้มีอัลบัมแรกเป็นอัลบัมใต้ดิน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ต่อมาได้ปล่อยอัลบัมใต้ดินที่ 2 ชื่อ Sucka Free ในปี 2008 ต่อมาอีกในปี 2009 นิคกิมีอัลบัมที่ 3 และครั้งนี้เองที่นิกกี้ได้รางวัล ศิลปินใต้ดินหญิงยอดเยี่ยม (Female Artist of the Year award) ในปีเดียวกันนี้นิคกิยังมีอัลบัมต่อมาอีกเป็นอัลบัมที่ 4 คือ Beam Me Up Scotty ซึ่งเป็นอัลบัมใต้ดินที่ค่อนข้างดัง มีการนำอัลบัมและเพลงไปออกในหลายสื่อ และในอัลบัมนี้เองที่นิกกี้เซนสัญญากับ Cash Money แล้ว

นิกกี้ มะนาจ ได้พบกับ ลิล เวย์น หัวหน้า Young Money Entertainment หลังจากที่มีคนนำเอาดีวีดีแร็ปที่ขายพร้อมอัลบัมใต้ดินไปให้ลิล เวย์นดู และลิล เวย์น ชอบมาก เขาต้องการตัวเจ๊เราในทันทีต่อมานิคกิเซนสัญญากับ Young Money Entertainment ของ ลิล’ เวย์น (Lil’ Wayne) เธอได้กลายเป็นศิลปินบนดินและศิลปินของค่ายอย่างเต็มตัว โดยมีเพลง “Every Girl” เป็นเพลงแรกที่ร่วมกับค่าย ตามมาด้วย “BedRock” และ “Roger That”

จากหลายเพลงของเธอนั้น มีการบอกเป็นนัยว่าเธอมีรสนิยมทางเพศเป็นประเภท “ไบเซ็กส์ชวล”  เจ๊เราก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่เดทกับผู้หญิงหรือมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ก็ไม่เดทกับผู้ชายเหมือนกัน ในบทสัมภาษณ์ของนิตยาสาร “ไวบ์” (Vibe) เจ๊เล่าว่า “ฉันกอดกับคนที่มีไลฟ์สไตลย์ในทุกประเภท และบอกได้ว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความสวยงามและย้ำยวน”.

อัตตะที่สองชีวิตวัยเด็กที่ นิคกิ มะนาจ เติบโตมานั้น เป็นชีวิตที่ค่อนข้างสับสนวุ่ยวายมาก ซึ่งก็มาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครับอื่นๆ พ่อแม่ของนิคกิมักทะเลาะกันบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้เจ๊ต้องการหลีกหนีจากเหตุการณ์นั้นๆ นิคกิเริ่มสร้างเพื่อนในจินตนาการ แล้วให้เพื่อนที่สร้างขึ้นมาจากจิตนาการนั้น มาอาศัยอยู่ในครอบครัวของเธอแทน ตัวจริงๆของนิคกิเอง ในบทสัมภาษณ์หนึ่งนิกกี้เล่าว่า เจ๊ไม่ต้องการอยู่ในเหตุการณ์ที่พ่อ-แม่ทะเลาะกัน เธอจึงสร้างตัวละครที่สองของตัวเองชื่อ “คุกกี้” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นคนที่อยู่กับเจ๊เราได้ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็น “ฮาราจุกุ บาร์บี้”

เมื่อมาถึงการทำเพลงในอัลบัมแรก(Pink Friday) นิคกิสร้างอัตตะที่ 2 ขึ้นชื่อ “โรแมน โซแลนสไกย์” นิคกี้ใช้บุคคลนี้ในเพลง “Bottoms Up” ซึ่งร้องกับ เทรย์ ซองซ์ (Trey Songz) ในเพลงนี้ นิคกิ มะนาจ ไม่ได้เป็นคนร้อง แต่เป็น โรมาน นิคกิเล่าว่า โรมานเป็นพี่น้องฝาแฝดของเธอ ซึ่งเติบโตขึ้นจากส่วนของความรุนแรงในจิตใจของเธอ โรมานจะออกมาเวลาที่เธอรู้สึกโกรธมากๆมีการนำโรมานไปเปรียบเทียบกับ “สลิม เชดี้” อัตตะที่ 2 ของ เอ็มมิเนม (Eminem) และในเพลง Roman’s Revenge จากอัลบัม Pink Friday ทั้งนิกกี้และเอ็มมิเนม ได้ใช้อัตตะที่สองของทั้งคู่แร็ปในเพลงนี้ด้วย ทั้งนี้ โรแมน ยังมีแม่ชื่อ “มาร์ธา โซแลนสไกย์” ซึ่งมีลักษณะการพูดแบบสำเนียงอังกฤษ และบุคคลนี้ได้ออกมาร้องในเพลง Roman’s Revenge เช่นกัน ทั้งยังมีการปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ “Moment 4 Life” ในมาดนางฟ้าแม่ทูนหัวด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2011 มีการโพสข้อความใน Twitter ของใครหลายคนว่า นิคกิ มะนาจ ตายแล้วและกลายเป็นเรื่องฮิตในเดือนนั้น ทั้งที่จริงเป็นญาตของนิคกิที่ตายจากการถูกฆาตรกรรม

 

 

แชดวิก โบสแมน พระเอก Black Panther

แชดวิก โบสแมน เกิดเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 1976 เกิดและเติบโตในเมืองเดอร์สัน รัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา แม่ของเขาเป็นพยาบาล ส่วนพ่อของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานสิ่งทอและธุรกิจหุ้มเบาะ

แชดวิกจบการศึกษาจาก TL Hanna High School ในปี 1995 ในปีแรกเขาเขียนบทละครเรื่องแรกเรื่อง Crossroads และจัดฉากที่โรงเรียน ต่อมาเมื่อโตขึ้นแชดวิกได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด ในกรุงวอชิงตันดีซี (Howard University) และเรียนจบในปี 2000 ด้วยหลักสูตรศิลปบัณฑิตในด้านการกำกับการแสดง

ต่อมาเขาย้ายมาอาศัยที่เมืองบรู๊คลิน ในนิวยอร์ก ตั้งแต่เริ่มต้นมีอาชีพการงาน ในช่วงแรกแชดวิกทำงานเป็นอาจารย์สอนละครในโครงการ Schomburg Junior Scholars ซึ่งตั้งอยู่ที่ Schomburg Center For Research in Black Culture ในย่าน Harlem ต่อมา 2008 แชดวิกได้ย้ายไปอยู่ที่ลอสแองเจลิสเพื่อประกอบอาชีพนักแสดง

ชีวิตการทำงานในวงการฮอลลีวูด

ในปี 2008 แชดวิกเริ่มมีผลงานการแสดง โดยครั้งแรกได้รับบทบาทหนึ่งในซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Lincoln heights และได้ปรากฏตัวอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง The Express: The Ernie Davis Story ถัดมาในปี 2010 เขาก็ยังคงมีผลงานการแสดงที่เป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องด้วย

จากนั้นเขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกในเรื่อง 42 ซึ่งเข้าฉายในปี 2013 โดยเขาแสดงเป็นนักเบสบอลมืออาชีพ อีกทั้งชีวิตช่วงนี้เขายังได้เคยกำกับละครบรอดเวย์ในอีสต์วิลเลจอีกด้วย ในปีต่อๆ มาก็มีผลงานภาพยนตร์ปล่อยออกมาอีกหลายเรื่อง แต่ผลงานที่โด่งดังและสร้างชื่อให้เขามากที่สุดคงหนีไปพ้นการรับบทเป็นกษัตริย์  “ที.ชัลลา” ในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther และยังปรากฏตัวร่วมแสดงในหนังจักรวาลมาเวลอย่างเรื่อง Avengers อีกหลายภาค

โบสแมน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ในปี 2016 และเริ่มลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 4 ช่วงก่อนปี 2020 โบสแมน ไม่ได้เปิดเผยเรื่องอาการเจ็บป่วยและการต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อสาธารณะ ในระหว่างการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหลายครั้ง รวมทั้งเคมีบำบัด เขายังคงทำงานต่อ และถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง

 กระทั่งในวันที่ 28 สิงหาคม 2563 หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมานาน 4 ปี ในที่สุด โบสแมน ก็จากไปอย่างสงบที่บ้านในลอสแอนเจลิส โดยมีภรรยาและครอบครัวที่รักเคียงข้าง

 

สนับสนุนข้อมูลโดย BunTube.net ดูหนังใหม่ชนโรง