The 1975 จุดเริ่มต้น มิตรภาพ ความเจ็บปวด และการก้าวมาเป็นวงดนตรีสำคัญของชาวมิลเลนเนียล

 

HIGHLIGHTS

  • The 1975 คือวงดนตรีจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์เมื่อปี 2002 และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานภายใต้ชื่อวงมาหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975
  • ทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมาพวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME
  • ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

 

“80s คือยุคของ The Smiths, 90s เป็นช่วงเวลาของวง Oasis แม้ผมจะเลือก Radiohead, ปี 2000s เป็นยุคทองของวงอย่าง Arctic Monkeys แต่สำหรับช่วงเวลานี้ มันคือยุคสมัยของพวกผม” ประโยคนี้กล่าวโดย แมทธิว ฮีลีย์ ฟรอนต์แมนของวง The 1975 ผู้ที่เชื่อและนิยามวงดนตรีของเขาว่าเป็นวงแห่งยุคสมัยปัจจุบัน

The 1975 คือวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป๊อปร็อกจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ประกอบไปด้วย แมทธิว ฮีลีย์ (ร้องนำ, กีตาร์), อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และจอร์ช แดเนียล (กลอง) พวกเขาฟอร์มวงขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ทุกคนยังเป็นวัยรุ่นและเรียนไฮสคูลอยู่ที่โรงเรียนวิล์มสโลว์ มณฑลเชชเชอร์ เมื่อปี 2002 ซึ่งการแสดงแรกของวงเกิดขึ้นในงานที่จัดโดยเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่นของเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ และหลังจากนั้นพวกเขาผ่านการโชว์ตามงานแสดงดนตรีหรือคอนเสิร์ตต่างๆ ภายใต้ชื่อวงมาหลากหลายชื่อ อาทิ Me and You Versus Them, Forever Drawing Six, Talkhouse, The Slowdown, Bigsleep และ Drive Like I Do ก่อนจะมาจบที่ชื่อ The 1975 และชื่อนี้แมทธิวได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาดันไปเปิดหนังสือกวีเล่มหนึ่งของนักเขียนชาวอเมริกัน แจ็ค เครูแอ็ก ซึ่งด้านหลังของหนังสือเล่มนั้นมีตัวหนังสือระบุเอาไว้ว่า “1 June, The 1975”

ทั้ง 4 คนทำเพลงและเดินทางผ่านกาลเวลาด้วยกันมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ก่อนที่โลกจะได้รู้จักกับ The 1975 แบบจริงจังและเป็นวงกว้างมากขึ้นในปี 2013 จากอัลบั้มเดบิวต์ซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกในชื่อ ‘The 1975’ ชื่อเดียวกับชื่อวง

หากใครติดตามและเป็นแฟนเพลงของ The 1975 หรือ ‘เดอะ หนึ่งเก้าเจ็ดห้า’ ชื่อที่แฟนเพลงชาวไทยคุ้นหูมาตั้งแต่ต้น ก็คงจะทราบดีว่าทางวงเคยได้รางวัลศิลปินยอดแย่จาก NME นิตยสารดนตรีชื่อดังของสหราชอาณาจักรในปี 2014 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา พวกเขาจะนำสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง I Like It When You Sleep, for You Are So Beautiful yet So Unaware of It อัลบั้มชื่อยาวที่มีความป๊อปขึ้นมากจากอัลบั้มแรกมาผงาดขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต Album of the Year ของ NME สื่อที่เคยบอกว่าพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ห่วยแตกที่สุด และยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่พวกเขาพาอัลบั้มที่ 2 ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งใน NME List เป็นอัลบั้มแห่งปี 2016 แล้ว พวกเขายังได้รับรางวัลศิลปินที่เล่นสดได้ดีที่สุดของ NME ในปีถัดมาอีกด้วย

พวกเขาแสดงให้แฟนเพลงและคนทั้งโลกได้เห็นว่าคำวิจารณ์หรือความคิดเห็นลบๆ ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพวกเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พวกเขามักจะนำมันมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์งานให้ออกมามีความแปลกใหม่และดีกว่าเดิมอยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงซัมเมอร์ของปี 2017 ในขณะที่วงกำลังไปได้สวย แมทธิวกลับตกอยู่ในช่วงเวลาอันยากลำบาก เพราะตอนนั้นเขาเสพติดเฮโรอีนอย่างหนัก ซึ่งมันส่งผลให้เขาจมอยู่กับความเครียดและความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตแย่ลงไปอีก ช่วงเวลานี้มันเป็นเหมือนฝันร้ายของเขา แต่โชคดีที่ตอนนั้นทางวงกำลังจะเริ่มทำอัลบั้มใหม่อย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships พอดี มันจึงทำให้แมทธิวตระหนักได้ว่าเขาต้องสลัดอาการติดยาเสพติดออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

แมทธิวตัดสินใจเข้ารับการบำบัดและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองที่สถานบำบัดบนเกาะบาร์เบโดสเป็นเวลา 6 สัปดาห์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปี 2017 เขาก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้ และเมื่อฟรอนต์แมนอย่างเขากลับมาก็ถึงเวลาที่ The 1975 ต้องเดินหน้ากันต่อ

“ผมมีอีกหลายสิ่งที่สำคัญในชีวิต” เขากล่าวหลังก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้

นับตั้งแต่เดบิวต์จนถึงปัจจุบัน The 1975 โด่งดังและมีฐานแฟนเพลงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สังเกตได้จากการประกาศทัวร์ในหลายเมืองทั่วโลก การได้ขึ้นเป็น Headliner ครั้งแรกของเทศกาลดนตรีชื่อดังอย่าง Reading and Leeds ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม และการขายบัตรคอนเสิร์ตของพวกเขาที่กระแสตอบรับจากแฟนเพลงดีมากจนทำให้บัตร sold out อย่างรวดเร็วในหลายๆ เมือง รวมทั้งโชว์ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทยของเราด้วยที่บัตรขายหมดภายในเวลาไม่กี่นาที

ส่วนอัลบั้มใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานอย่าง A Brief Inquiry Into Online Relationships อัลบั้มที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่และหลากหลายของแนวดนตรีก็ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจากสื่อหลายสำนักว่าเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยม และหากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าการทำงานตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงอัลบั้มล่าสุดของ The 1975 นั้นมีความหลากหลาย มีซาวด์ดนตรีเป็นเอกลักษณ์ และไม่เคยยึดติดกับแนวเพลงใดเป็นพิเศษ พวกเขาชอบทำและทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยครั้งหนึ่ง The 1975 เคยถูกเรียกว่าเป็นวงอินดี้ป๊อป, อินดี้ร็อก, ป๊อป, ร็อก, ป๊อปร็อก, อิเล็กโทรป๊อป, ฟังก์ร็อก แต่ดูเหมือนว่าในปัจจุบันเราไม่สามารถไปจำกัดความพวกเขาได้อีกแล้วว่าเป็นวงแนวนั้นแนวนี้ เพราะทุกครั้งที่เราเห็น The 1975 ออกอัลบั้มใหม่ พวกเขาจะกลับมาพร้อมกับงานที่มีส่วนผสมแปลกใหม่และต่างไปจากเดิมเสมอ อีกทั้งในอัลบั้มก็จะเต็มไปด้วยเพลงที่มีความหลากหลายทางแนวดนตรี ไม่จำกัดเฉพาะแนวไหนเป็นพิเศษ

 

 

แมทธิวบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากศิลปินอย่าง Talking Heads, My Bloody Valentine และไมเคิล แจ็คสัน แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการทำงานกับเขามากที่สุดคือ จอห์น ฮิวจ์ส ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานอย่าง Home Alone, The Breakfast Club และ Ferris Bueller’s Day Off

สิ่งต่างๆ เหล่านี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกและพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกินจริงจากสิ่งที่แมทธิวกล่าวไว้เลย พวกเขาคือหนึ่งในวงดนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งยุคสมัยปัจจุบัน แต่ถามว่าพวกเขาใช่วงดนตรีที่ดีที่สุดเลยไหม อันนี้ก็คงไม่มีใครสามารถตอบและตัดสินได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้แน่นอนเลยคือเวลานี้พวกเขากำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดชนิดที่ไม่ว่าอะไรก็หยุดไม่อยู่อีกแล้ว

สำหรับแฟนๆ ชาวไทยของ The 1975 ก็ต้องอดใจรอกันหน่อย เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะกลับมาแสดงสดๆ ให้พวกเราได้ดูตรงหน้ากันอีกครั้งในวันที่ 13 กันยายนนี้ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี หลังจากที่เคยมาครั้งหนึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่าแฟนเพลงชาวไทยของ 4 หนุ่มจากเมืองแมนเชสเตอร์คงตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นเร็วๆ และหากนับวันรอตั้งแต่วันนี้ ผมว่ามันก็ไม่นานเท่าไรนะครับ

 

ประวัตินักร้อง, นักแเสดงต่างประเทศ

 

Maroon 5

มารูนไฟฟ์ (Maroon 5) เป็นวงดนตรีแนวป็อปร็อกสัญชาติอเมริกันจากลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย[ ก่อตั้งใน ค.ศ. 1994 ในชื่อคาราส์ฟลาวเออส์ (Kara’s Flowers) ขณะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม แรกเริ่มมีอดัม เลวีน (กีตาร์และร้องนำ) เจสซี คาร์ไมเคิล (คีย์บอร์ด) มิกกี แมดเดน (กีตาร์เบส) และไรอัน ดูซิก (กลอง) ชื่อวงตั้งตามชื่อของกลุ่มผู้หญิงที่สมาชิกวงหลงใหล คาราส์ฟลาวเออส์เซ็นสัญญากับสังกัดรีพรีซเรเคิดส์ และอัลบั้มชื่อ เดอะโฟร์ธเวิลด์ ใน ค.ศ. 1997 หลังได้รับการตอบรับไม่ดีนัก สมาชิกวงแยกทางกันและเรียนในวิทยาลัย

ใน ค.ศ. 2001 วงกลับมารวมตัวกัน ได้เจมส์ วาเลนไทน์เพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ และตามเส้นทางใหม่ในชื่อ มารูนไฟฟ์บัดนี้ เจสซี คาร์ไมเคิลหันไปเล่นคีย์บอร์ด และได้กลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของเขาในวง หลังการเปลี่ยนแปลงนี้ มารูนไฟฟ์เซ็นสัญญากับค่ายอ็อกโทนเรเคิดส์และออกอัลบั้มเปิดตัว “ซองส์อะเบาต์เจน” ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ซิงเกิลแรกคือ “ฮาร์เดอร์ทูบรีด” ถูกเปิดบ่อยครั้ง ทำให้อัลบั้มได้เปิดตัวที่อันดับหกในบิลบอร์ด 200[8] วงคว้ารางวัลแกรมมีสาขาศิลปินใหม่ยอดเยี่ยมปี 2005 หลังจากนั้นสองสามปี วงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอัลบั้มซองส์อะเบาต์เจน และผลิตบันทึกการแสดงสดสองครั้ง คือ 1.22.03.อคูสติก (ค.ศ. 2004) และไลฟ์ – ฟรายเดย์เดอะเทอร์ทีนธ์ (ค.ศ. 2005)[9] ใน ค.ศ. 2006 ไรอัน ดูซิกลาออกจากวงหลังประสบอาการข้อมือและไหล่บาดเจ็บ และได้แมตต์ ฟลินน์มาแทน วงได้อัดเสียงอัลบั้มชุดที่สอง “อิตโวนต์บีซูนบีฟอร์ลอง” วางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007[10] อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ด 200 และซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม “เมกส์มีวันเดอร์” กลายเป็นเพลงแรกของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2010 วงออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สามชื่อ แฮนส์ออลโอเวอร์ ออกจำหน่ายซ้ำในปี ค.ศ. 2011 มีเพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขณะที่อัลบั้มฉบับดั้งเดิมได้รับคำวิจารณ์แบบคละกัน เพลง “มูฟส์ไลก์แจกเกอร์” ขึ้นถึงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 วงได้ออกอัลบั้มถัดมาชื่อ “โอเวอร์เอกซ์โพสต์” ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ทั้งสี่ซิงเกิลของอัลบั้มประสบความสำเร็จบนชาร์ต ตัวอย่างเช่น ซิงเกิลที่สอง เพลง “วันมอร์ไนต์” ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ใน ค.ศ. 2014 วงได้เซ็นสัญญากับอินเตอร์สโคปเรเคิดส์ และออกสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ห้า “ไฟฟ์” (V) พร้อมกับได้สมาชิกคนที่หก พีเจ มอร์ตัน เล่นคีย์บอร์ดและร้องเบื้องหลัง และเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012 อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด 200 มารูนไฟฟ์ขายอัลบั้มได้มากกว่า 15 ล้านอัลบั้มในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 100 ล้านซิงเกิล และ 27 ล้านอัลบั้มทั่วโลก

สมาชิก
อดัม เลวีน
เจสซี คาร์ไมเคิล
มิกกี แมดเดน
เจมส์ วาเลนไทน์
แมตต์ ฟลินน์
พีเจ มอร์ตัน

ผลงาน

  • 2002 : Songs About Jane
  • 2007 : It Won’t Be Soon Before Long
  • 2010 : Hands All Over
  • 2012 : Overexposed
  • 2014 : V
  • 2017 : Red Pill Blues

9 ข้อน่ารู้จากสาวสวย “เบลล่า ธอร์น” จากหนังโรแมนติกหวานซึ้ง “Midnight Sun”

 

1. “เบลล่า ธอร์น” (Bella Thorne) ความจริงแล้วเธอมีชื่อเต็มว่า “Annabella Avery Thorne” ซึ่งพ่อแม่ของเธอตั้งตามตัวการ์ตูนเจ้าหญิงในดิสนีย์ที่มีชื่อว่า “เบลล์” จากเรื่อง “Beauty and the Beast” นั่นเอง

2. ถึงแม้ในตอนนี้ “เบลล่า ธอร์น” อายุเพียงแค่ 20 ปี แต่เธอก็มีความสามารถเกินอายุจริง เธอทำงานในวงการมานับไม่ถ้วนทั้งในฐานะนักแสดง นักร้อง และนักเต้น และผลงานแจ้งเกิดที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักนั้นคือ ซีรีส์ซิทคอม “Shake It Up” ของทางดิสนีย์ กับบทบาท “ซีซี โจนส์” ที่ถูกใจผู้ชมไปทั่วโลก

3. ส่วนทริคที่สาวๆ หลายคนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องรูปร่างสุดเป๊ะของเธอ “เบลล่า ธอร์น” มักจะหาเวลาในการออกกำลังกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ต่อยมวย, พิลาทีส, โยคะร้อน รวมทั้งเล่น ฟุตบอล อีกด้วย

4. เบลล่า ธอร์น กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงรุ่นใหม่ที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดในฮอลลีวู้ด นับจากบทบาทในหนังตลกเรื่อง The DUFF ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Teen Choice Awards ประจำปี 2015 ในสาขา Choice Villain มาครอง

5. เธอมักเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของสมาคม Boys and Girls Club SMART Girls, The Thirst Project และ The Dyslexia Foundation

6. สำหรับผู้ติดตามสื่อโซเชียลมีเดียทางออนไลน์ทุกช่องทางของเธอก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่า 18 ล้านฟอลโลว์เวอร์แล้ว

7. เธอยังมีผลงานนิยายเรื่องแรก “Autumn Falls” ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2014 และเพิ่งปล่อยเล่มสอง “Autumn’s Kiss” ออกมาวางแผงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 ที่ผ่านมาอีกด้วย

8. ล่าสุดเธอได้โชว์ฝีมือการแสดงแบบเต็มขั้นด้วยการมารับบทนางเอกเต็มตัวในหนังโรแมนติกหวานซึ้ง “MIDNIGHT SUN หลบตะวัน ฉันรักเธอ” ในบทของ “เคธี่” สาวที่เป็นโรคแพ้แสงแดด เธอแอบชอบนักกีฬาดาวเด่นของโรงเรียน “ชาร์ลี” (รับบทโดย แพทริค ชวาร์เซเนกเกอร์) หนุ่มหล่อที่ผ่านหน้าบ้านเธอในทุกๆ วันเป็นเวลากว่า 10 ปี เธอพยายามปกปิดอาการไม่ให้เขารู้ แต่แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ได้มีโอกาสพบเจอและเริ่มต้นสานความสัมพันธ์กัน แต่เรื่องราวรักนี้จะพิเศษตรงที่ ความรักของพวกเขาจะเจิดจ้าแค่ยามค่ำคืน ด้วยการออกเดทกันในช่วงหลังพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น

9. นอกจากนี้งานอดิเรกที่เธอชื่นชอบนอกเหนือจากการเต้น ก็คือการฟังเพลง เธอสนใจในแนวเพลงยุค 1980’s และนั่นก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เธอมีความสามารถทางด้านการร้องเพลงที่ดีไม่แพ้ใคร อย่างล่าสุดเธอได้โชว์เสียงร้องเพลง “Burn so Bright” ประกอบภาพยนตร์ “MIDNIGHT SUN หลบตะวัน ฉันรักเธอ” เซอร์ไพรส์แฟนๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน

“เคธี่รักดนตรี รักเสียงเพลงมากๆ ค่ะ การได้เขียนเพลง-ร้องเพลงทำให้เหมือนเธอได้สื่อความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา พอได้เริ่มลองฟังดนตรี อ่านโน้ตเพลงที่เคธี่ต้องร้องในหนัง ความรู้สึกมัน ว้าว! มาก มันทำให้ฉันเข้าใจในตัวตนของเธอ ได้เห็นถึงแรงบันดาลใจที่ถูกขับออกมาผ่านตัวละครนี้อย่างเต็มเปี่ยม” เบลล่า ธอร์น เอ่ยถึงมุมมองต่อดนตรีในหนัง

 

นักแสดงต่างประเทศ

“โรเบิร์ต แพททินสัน” ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างถ่ายหนัง The Batman เข้ากักตัว 14 วัน

 

ภายหลัง “วอเนอร์ บราเธอส์” ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Batman เปิดเผยเพียงว่ามีหนึ่งในทีมงานตรวจพบเชื้อโควิด-19 โดยไม่ระบุชื่อ แต่ต่อมานิตยสาร วานิตี แฟร์ ( Vanity Fair) และสำนักข่าว ฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่าว่าผู้ติดเชื้อคือ โรเบิร์ต แพททินสัน พระเอกหนุ่มชาวอังกฤษวัย 34 ปี

โรเบิร์ต แพททินสัน จะต้องกักตัวรอดูอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน ทั้งนี้ The Batman เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร ให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศได้ หลังต้องหยุดไปตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.  อย่างไรก็ตาม ทีมงานเพิ่งเริ่มถ่ายทำไปได้เพียง 3 วันเท่านั้น ก่อนพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้กองถ่ายต้องหยุดชะงักอักครั้งอย่างน้อย 14 วัน

สำหรับ โรเบิร์ต แพททินสัน ถือเป็นนักแสดงฮอลลีวูดคนล่าสุด ที่ถูกเปิดเผยว่าติดเชื้อโควิด-19 หลังจากเมื่อวันพุธ ดเวย์น จอห์นสัน หรือ The Rock โพสต์อินสตาแกรมระบุว่า ตัวเขา ภรรยา พร้อมบุตรสาว 2 คน ติดเชื้อกันทั้งครอบครัว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว แต่ตอนนี้ได้รับการยืนยันว่าปลอดเชื้อแล้วทุกคน

Avril Lavigne

 

      แอวริล ราโมนา ลาวีน (อักษรโรมัน: Avril Ramona Lavigne) หรือ แอวริล ลาวีน (อักษรโรมัน: Avril Lavigne; ˈævrɨl ləˈviːn; เกิด 27 กันยายน พ.ศ. 2527) นักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรีสาวชาวแคนาดา แอวริล ลาวีน เข้าวงการมาตั้งแต่เธออายุเพียง 17 ปี ในฐานะทอมบอยป๊อปพังค์เสียงคุณภาพ และในปี 2002 แอวริลก็โด่งดังไปทั่วโลกจากอัลบั้ม 6 รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวอย่าง Let Go ตามด้วยอัลบั้ม Under My Skin ในปี 2004 ที่เปิดตัวเป็นอันดับ 1 บนBillboard Chartและอัลบั้ม The Best Damn Thing ที่มาพร้อมเพลงดังอันดับ 1 “Girlfriend” ในปี 2007 เพลงฮิตอื่น ๆ ของเธอจากทั้ง 3 อัลบั้ม ได้แก่ “Complicated ” “Sk8er Boi ” “I’m With You ” “Losing Grip ” “Don’t Tell Me ” “My Happy Ending ” “Nobody’s Home ” “Keep Holding On ” “When You’re Gone ” “Hot ” และ “The Best Damn Thing” นอกจากนี้แอวริลยังแต่งเพลง “Alice” เพลงประกอบภาพยนตร์ Alice in Wonderland ของ Tim Burton ในปี 2010 อีกด้วย ตลอดระยะเวลา 8 ปีในวงการ แอวริลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 8 ครั้ง ชนะ 7 รางวัลคะเนเดียน จูโน่ อวอร์ดส์ และมียอดขายอัลบั้มรวมกว่า 30 ล้านแผ่นและเพลงเกือบ 20 ล้านเพลงทั่วโลก

     หลังจากหายหน้าจากวงการไป 2 ปี แอวริล ลาวีนในวัย 26 ปีก็พร้อมปล่อย Goodbye Lullaby สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังกันในเดือนมีนาคม ปี 2011 ภายใต้สังกัด RCA Records โดยมีเพลง “What the Hell” เพลงซ่าสไตล์แอวริลเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัว

     “ฉันพยายามผลักดันตัวเองและไม่รั้งอะไรไว้ทั้งนั้น” แอวริลพูดถึงอัลบั้ม Goodbye Lullaby ที่แอวริลเขียนหรือร่วมเขียนเพลงทุกเพลงในอัลบั้ม เขียนและโปรดิวส์เพลง “4 Real” และ “Goodbye” ด้วยตัวของเธอเอง “ฉันว่าเวลาที่เราอ่อนโยนและจริงใจเป็นช่วงเวลาที่เราจะสื่อถึงคนอื่นได้ดีที่สุด คนที่ได้ฟังอัลบั้มนี้แล้วจะรู้สึกร่วมไปกับเพลงตามประสบการณ์ที่เขาผ่านมา”

     เพลงเด่น ๆ ในอัลบั้ม Goodbye Lullaby ได้แก่ “What the Hell” เพลงจังหวะสนุก ๆ ไม่สนใจใคร “Stop Standing There” ที่เต็มไปด้วยซาด์วแบบเกิร์ลกรุ๊ปยุค ’50 ตอนต้น และ “Smile” เพลงร็อคที่แอวริลแต่งขอบคุณคนสำคัญในชีวิตของเธอ แต่อัลบั้มนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเพลงที่สื่อถึงอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟังจะเข้าถึงได้ และความรู้สึกหวานปนขมที่แฟน ๆ อาจไม่คุ้ยเคยนักในเพลงของแอวริล เช่น เพลง “Push” ที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คนในเพลง และเพลง “Wish You Were Here” ที่เผยด้านบอบบางของเธอ

“โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้เกี่ยวกับช่วงเวลายากลำบากต่าง ๆ ที่เราต้องก้าวผ่านในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลิกกับคนรัก ตกงาน หรือเพียงแค่คิดถึงใครบางคน” แอวริลกล่าว “เราก้าวผ่านมันมาแล้วเราก็เติบโตขึ้น” อย่างเช่นในเพลง “Goodbye” ที่แอวริลแต่งและโปรดิวส์เองที่แสดงถึงความแข็งแรงที่จะบอกลาอดีตและก้าวต่อไป

ส่วนเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้ม แอวริลได้เพื่อนที่ร่วมงานกันมานานอย่างนักร้องนำ Sum 41 อย่าง Deryck Whibley Evan Taubenfeld และ Butch Walker รวมไปถึงนักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์ชื่อดัง Max Martin

 

ประวัตินักร้องต่างประเทศ

เปิดประวัติ Ed Sheeran นักดนตรีที่ไม่ได้มีดีแค่พรสวรรค์

เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก Ed Sheeran ศิลปินระดับโลกมากความสามารถที่มีเพลงโด่งดังมากมาย นอกจากเพลงของเขาจะถูกเปิดฟังจนติดชาร์ตอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะทางแอปพลิเคชัน Streaming ยอดฮิตอย่าง iTunes หรือ Spotify แล้ว เขายังกวาดรางวัลทั้งในเวที Billboard, Grammy, NME และเวทีอื่น ๆ มาอีกเพียบ พี่เลยจะขอพาน้อง ๆ ไปส่องเบื้องลึกเบื้องหลังว่ากว่าจะเป็น Ed Sheeran ศิลปินที่คนทั่วโลกยอมรับนั้น เขาผ่านอะไรมาบ้าง

 

ทำความรู้จัก Ed Sheeran

Edward Christopher หรือชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยอย่าง Ed Sheeran เขาเกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1991 ที่ประเทศอังกฤษ เคยเรียนด้านดนตรีที่สถาบัน Guildford ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นศิลปิน Ed Sheeran ถือว่าเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะเพลง The A Team จากอัลบั้มแรกอย่าง “ + ” (อ่านว่า พลัส) ได้รับรางวัล Ivor Novello Award สาขาเพลงยอดเยี่ยมด้านดนตรีและเนื้อเพลง ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้กับนักแต่งเพลงที่มีความสามารถด้านการเขียนเพลง และในอัลบั้มที่สอง “ X ” (อ่านว่า มัลติพลาย) ก็ประสบความสำเร็จมาก เพราะเป็นอัลบั้มที่มียอดการฟังบน Spotify สูงที่สุดในปี 2014 และยังทำอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงของอีกหลายประเทศทั่วโลก

และแน่นอนว่า Ed มีเพลงที่โด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Shape of you, Photograph, Perfect, The a team หรือ I don’t care ft. Justin Bieber เพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมา นอกจากนี้ Ed ยังมีเพลงที่แต่งให้ศิลปินอื่นร้องและได้รับความนิยมไม่แพ้กันอย่าง Little Things – One Direction, Love Yourself – Justin Bieber หรือ Everything Has Changed – Taylor Swift ด้วย

 

กว่าจะมาเป็น Ed Sheeran ศิลปินที่คนทั่วโลกยอมรับ

บางครั้งที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จแล้วมักจะเผลอพูดคำว่า เขาโชคดีจัง แต่กับ Ed Sheeran พี่ขอบอกเลยว่า เขาไม่ได้มีวันนี้เพราะอาศัยโชคช่วยอย่างเดียว แต่ก็มีสิ่งนึงที่พี่วินนี่นับว่าเป็นโชคดีของ Ed ไม่น้อย นั่นก็คือเขาค้นพบสิ่งที่ตัวเองรักไว

 

  • Ed หลงรักดนตรีตั้งแต่ 4 ขวบ

ในช่วงที่ Ed อายุ 4 ขวบ หลังจากได้มีโอกาสไปร้องเพลงที่โบสถ์ เขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเขาชอบเสียงดนตรี แต่ในความโชคดีที่ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็ยังมีอุปสรรคตามมาด้วย เพราะเขามีปัญหาพูดติดอ่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการร้องเพลงพอสมควร แต่คุณพ่อของ Ed กลับไม่ได้มองว่าปัญหาติดอ่างของเขาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด คุณพ่อได้ไปซื้ออัลบั้ม The Marshall Mathers LP ของ Eminem มาให้ Ed ฟัง และ Ed ก็ได้แก้อาการติดอ่างของตัวเองด้วยการฝึกแร็ปเพลงของ Eminem นั่นเอง อย่างเท่!!

 

  • ตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางนักดนตรี

จนกระทั่งเมื่อ Ed มีอายุ 11 ปี เขาได้ไปดูโชว์ของ Damien Rice นักร้องชาวไอริช และได้พูดคุยกับ Damien ซึ่ง Damien ได้บอกกับ Ed ว่าให้ทำตามความฝันให้เต็มที่ นับแต่นั้นมา Ed เลยตัดสินใจว่าจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีอย่างเต็มตัว และนอกจาก Damien แล้ว ศิลปินที่มีอิทธิพลทางดนตรีต่อ Ed ก็ยังมี Eminem, The Beatles, และ Nizlopi ด้วย

 

  • จากศิลปินโนเนมสู่ศิลปินระดับโลก

กว่าที่ Ed จะกลายมาเป็นศิลปินมีสังกัดและมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้ แต่ก่อนสมัยเป็นนักดนตรีโนเนม เขาพกแค่ไมโครโฟน กีตาร์ และ Looper Pedalหรือเครื่องอัดเสียง ออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามแบบฉบับนักดนตรีอินดี้ จนเมื่อ Ed ได้ไปแสดงดนตรีใน Los Angeles ความสามารถก็เข้าตา Jamie Foxx นักแสดงฮอลลีวูด ที่ช่วงนั้น Jamie ทำรายการวิทยุอยู่ที่ Los Angeles ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้ง 2 คนรู้จักกัน และ Jamie ก็ได้อนุญาตให้ Ed ไปอัดเพลงใน Studio ส่วนตัวด้วย

เมื่อ Ed ได้จัดคอนเสิร์ตขึ้นครั้งแรก พบว่ามีคนเข้าชมแค่ประมาณพันกว่าคน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะว่าความสามารถที่โดดเด่นนี้ ทำให้ Ed ได้เซ็นสัญญากับค่าย Atlantic Records และปล่อยอัลบั้ม + (อ่านว่า พลัส) ที่มีเพลงฮิตอย่าง Lego House, The A Team, หรือ Drunk จนโด่งดังและได้กลายเป็นศิลปินเต็มตัว

 

เห็นแล้วใช่มั้ยล่ะว่า กว่าที่ Ed Sheeran จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นศิลปินระดับโลกได้อย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเขามีแค่พรสวรรค์อย่างเดียว แต่เขายังมีพรแสวงที่คอยพัฒนา ผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคอย่างการพูดติดอ่างมาได้

อนา เดอ อาร์มัส

Blade Runner 2049 หนัง Sci-Fi สุดล้ำ ภาคต่อของ Blade Runner ที่สร้างในปี 1982 การกลับมาในรอบนี้เป็นเรื่องราวของ เหตุการณ์หลังจาก 30 ปีที่หนังภาคแรกออกฉาย เค (ไรอัน กอสลิ่ง) เจ้าหน้าที่กรมตำรวจ LAPD  ในฐานะเบลดรันเนอร์คนใหม่ ผู้ล่วงรู้ความลับที่ถูกเก็บซ่อนมาอย่างยาวนาน ซึ่งความลับนี้อาจทำให้สังคมเกิดความโกลาหลขึ้นได้ และการค้นพบความลับของ เค ยังทำให้เขาได้พบกับ ริก เด็กคาร์ด (แฮริสัน ฟอร์ด) อดีตเบลดรันเนอร์ผู้หายสาปสูญไปกว่า 30 ปี

ซึ่งรอบนี้ Blade Runner 2049 กลับมาพร้อมตัวละครสาวสวยที่ชวนให้หลงไหล และถ้าไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้อย่าง จอย โปรแกรมสาวคนรักของพระเอกนั่นเอง งานนี้ Bugaboo.tv ก็ขอพาผู้อ่านทุกท่านไปเปิดประวัตินักแสดงสาวสวย อนา เดอ อาร์มาส หรือผู้รับบทเป็น จอย กันดีกว่า รับรองเลยว่านอกจากจะหลงรักความสวยของเธอในจอแล้ว ยิ่งรู้ประวัติของเธอก็ยิ่งหลงไหลเข้าไปอีกแน่นอน ว่าแล้วไปอ่านกันเลย

อนา เดอ อาร์มาส นักแสดงสาวชาวคิวบา เกิดวันที่ 30 เมษายน 1988 อายุ 29 ปี เธอตัดสินใจเข้าสู่การเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนการแสดง National Theater School of Cuba ผลงานการเเสดงเรื่องเเรกของเธอคือหนังเรื่อง Una rosa de Francia ในบทของ มาเรีย เมื่อ อนา เดอ อาร์มาส อายุ 18 ปี ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่สเปน ซึ่งเธอนั้นก็มีผลงานทางโทรทัศน์ที่ทำให้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือซีรี่ย์เรื่อง El edén perdido และต่อด้วย Carolina Leal ออนแอร์ทางช่อง Antena 3 ในปี 2007

อนา เดอ อาร์มาส เริ่มเข้าสู่วงการฮอลลีวูดในปี 2014 โดยปรากฎตัวในหนังเรื่อง Por un puñado de besos เธอได้แสดงหนังอย่างเต็มตัวครั้งเเรกในเรื่อง Knock Knock ปี 2015 แสดงคู่กับ คีอานู รีฟส์ (ซึ่งช่วงนั้นก็มีข่าวซุบซิบว่าทั้งคู่เดทกับด้วยจ้า) ส่วนในปี 2016 ผลงานที่โดดเด่นของ อนา เดอ อาร์มาส  คือเรื่อง Overdrive รับบท สเตฟานี่ นางเอกของเรื่อง และผลงานล่าสุดในตอนนี้ที่รู้จักกันดีคือ จอย โปรแกรมสาวคนรักของพระเอก ในเรื่อง Blade Runner 2049 นั่นเอง แถมเธอนั้นติดโพลอันดับที่ 16 สำหรับสาวสวยที่สุดในโลกด้วยจ้า ไหนๆ ก็พอจะรู้จักกับ อนา เดอ อาร์มาส กันคร่าวๆ แล้ว มาดูรูปสวยๆ จากอินสตาแกรมของเธอกันบ้างดีกว่า ขอบอกเลยว่าสวยมากกกกก

ประวัติ แชดวิก โบสแมน Chadwick Boseman

ประวัติ แชดวิก โบสแมน Chadwick Boseman

     แชดวิก โบสแมน (Chadwick Boseman) เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1976 ในเมืองอันเดอร์สัน รัฐเซาท์ แคโรไลรา เติบโตมากับครอบครัวแอฟริกัน-อเมริกัน โดยเขายังมีเชื้อสายสืบทอดมาจากชาวพื้นเมืองหลายเผ่าในแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น ชาวคริโอ, ชาวลิมบา ในเซียร์ราลีโอน และชาวโยรูบา ในไนจีเรีย แม่ของเขาเป็นนางพยาบาล พ่อของเขาเป็นคนงานในโรงงานสิ่งทอ

แชดวิก โบสแมน เริ่มมีความสนใจทางด้านการแสดงมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เขาเขียนบทละครเวทีของตัวเองเรื่องแรกที่มีชื่อว่า “Crossroads” เพื่ออุทิศให้กับเพื่อนร่วมชั้นที่ถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาเข้าได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโฮวาร์ด รัฐวอชิงตัน ดีซี ในสาขากำกับการแสดง โดยในช่วงที่ร่ำเรียนอยู่นั้นเขามีโอกาสได้รับบทเล็กๆ ในซีรีส์ Third Watch และทำงานกับกองถ่ายซีรีส์ดังๆ อย่าง Law & Order, CSI:NY และ ER

เบื้องต้นเขาเป็นนักเขียนและพัฒนาบทให้กับละครเวทีเล็กๆ อยู่หลายเรื่อง ต่อมาในช่วงปลายยุค 2000s เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเล็กน้อย ปรากฏตัวในบทสมทบในทีวีซีรีส์ Lincoln Heights และได้เล่นหนังเรื่องแรกในชีวิตกับ The Express: The Ernie Davis Story กระทั่งในปี 2013 เขาก็ได้รับโอกาสยิ่งใหญ่ เปิดตัวให้ฐานะนักแสดงนำดาวรุ่งในหนังดราม่ากีฬา “42” รับบทเป็นนักเบสบอลในตำนาน แจ็คกี้ โรบินสัน

เขายังคงไม่ทิ้งอาชีพนักแสดงบนละครเวทีไป เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้ เขามักจะไปร่วมแสดงกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ แม้ว่าชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีถัดมาเขาได้เล่นหนังอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Draft Day” กับ เควิน คอสเนอร์, “Get On Up” หรือหนังแฟนตาซี “Gods of Egypt” เป็นต้น

ในปี 2016 เขาได้รับการประกาศจากมาร์เวล สตูดิโอว่า เขาจะมารับบทเป็นกษัตริย์ทีชัลลา หรือ Black Panther โดยจะปรากฏตัวครั้งแรกใน “Captain America: Civil War” โดยทำการเซ็นสัญญาปรากฏตัวในหนังอย่างน้อย 5 เรื่อง ก่อนจะมีหนังภาคเดี่ยวเป็นของตัวเองในปี 2018 และไปร่วมแสดงใน “Avengers: Infinity War” กับ “Avengers: Endgame” อีกด้วย

แชดวิก โบสแมน ยังแสดงนำให้หนังแอคชั่นดราม่า “21 Bridges” เมื่อปลายปี 2019 และร่วมแสดงในหนังแอคชั่นของผู้กำกับ สไปค์ ลี ใน “Da 5 Bloods” ทางเน็ตฟลิกซ์ ที่พรีเมียร์ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยหนังเรื่องนี้เขาได้เดินทางมาถ่ายทำในเมืองไทยด้วย

แชดวิก โบสแมน เสียชีวิตลงในวันที่ 28 สิงหาคม 2020 หลังจากที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้มานานถึง 4 ปี มะเร็งได้ลุกลามไปเป็นระดับที่ 4 โดยที่เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้กับสังคมได้รับรู้ สร้างความตกใจให้กับแฟนๆ ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก จากรายงานระบุว่า เขาทราบว่าป่วยเป็นโรคร้ายตั้งแต่ช่วงที่ถ่ายทำหนัง Black Panther แต่ยังเก็บงำและต่อสู้กับโรคมาเพียงลำพัง โดยมีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

ผลงานการแสดง

ภาพยนตร์

ปี 2008
• The Express: The Ernie Davis Story รับบทเป็น ฟลอยด์ ลิตเติ้ล

ปี 2012
• The Kill Hole รับบทเป็น ซามูแอล เดร็ก

ปี 2013
• 42 รับบทเป็น แจ็คกี้ โรบินสัน

ปี 2014
• Draft Day รับบทเป็น วอนแท แม็ก
• Get On Up รับบทเป็น เจมส์ บราวน์

ปี 2016
• Gods of Egypt รับบทเป็น ธอธ
• Captain America: Civil War รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• Message from the King รับบทเป็น จาคอป คิง

ปี 2017
• Marshall รับบทเป็น เธอร์กู๊ด มาร์แชล

ปี 2018
• Black Panther รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• Avengers: Infinity War รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์

ปี 2019
• Avengers: Endgame รับบทเป็น แบล็กแพนเธอร์
• 21 Bridges รับบทเป็น อันเดร เดวิส

ปี 2020
• Da 5 Bloods รับบทเป็น นอร์แมน เอิร์ล “สตรอมิ่ง นอร์ม” โฮลาเวย์

เร็วๆ นี้
• Ma Rainey’s Black Bottom รับบทเป็น ลีฟ

 

ละครโทรทัศน์

ปี 2003
• Third Watch ตอน “In Lieu of Johnson”

ปี 2004
• Law & Order ตอน “Can I Get a Witness?”

ปี 2006
• CSI: NY ตอน “Heroes”

ปี 2008
• ER ตอน “Oh, Brother”
• Cold Case ตอน “Street Money”

ปี 2009
• Lincoln Heights รับบทเป็น เนท เรย์ (ทั้งหมด 9 ตอน)
• Lie to Me ตอน “”Truth or Consequences””

ปี 2010
• Persons Unknown รับบทเป็น จ่าแม็กแนร์ (ทั้งหมด 13 ตอน)
• The Glades ตอน “Honey”

ปี 2011
• Castle ตอน “Poof, You’re Dead”
• Fringe ตอน “Subject 9”
• Detroit 1-8-7 ตอน “Beaten/Cover Letter”
• Justified ตอน “For Blood or Money”

ปี 2021
• What If…? ให้เสียงเป็น แบล็กแพนเธอร์

รางวัลที่ได้รับ

ปี 2018
• MTV Movie & TV Awards
นักแสดงในภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก Black Panther
นักแสดงสายบู๊ยอดเยี่ยม จาก Black Panther

ปี 2019
• Screen Actors Guild Awards
ทีมนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปี จาก Black Panther

• NAACP Image Awards
นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Black Panther

 นักแเสดงต่างประเทศ

แชดวิก โบสแมน นักแสดงนำ Black Panther เสียชีวิตด้วยวัย 43 ปี จากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

 

แชดวิก โบสแมน นักแสดงชาวอเมริกัน วัย 43 ปี เจ้าของบทบาทกษัตริย์ทีชาลา จากภาพยนตร์ Black Panther ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น หลังต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานกว่า 4 ปีเต็ม

โดยสำนักข่าวต่างประเทศรวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของโบสแมนทั้ง Instagram และ Twitter ได้ออกมาเปิดเผยข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการฮอลลีวูดในครั้งนี้ ท่ามกลางความเศร้าเสียใจที่มีต่อการจากไปของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 โบสแมนได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยจากโรงมะเร็งลำไส้ในระยะที่ 3 โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าวกระทั่งมันได้ลุกลามจนไปสู่ระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) ในที่สุด

ข้อความจาก Instagram (Chadwickboseman) ที่เชื่อว่าเป็นถ้อยแถลงของครอบครัวได้กล่าวถึงโบสแมนเอาไว้ว่า “เขาคือนักสู้ที่แท้จริง โบสแมนได้อดทนฟันฝ่ามันมาได้ทั้งหมด และยังได้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่พวกคุณหลงรักมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ Marshall ไปจนถึง Da 5 Bloods, August Wilson’s Ma Rainey’s Black Bottom และอื่นๆ อีกมากมาย

“ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดถูกถ่ายทำในระหว่างที่เขาต้องเข้ารับการรักษาตัวด้วยการทำเคมีบำบัดและการผ่าตัดมานับครั้งไม่ถ้วน

“และยังถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตการทำงานของเขา ที่ครั้งหนึ่งโบสแมนเคยมีโอกาสปลุกให้กษัตริย์ทีชาลามีชีวิตจริงๆ ขึ้นมาในภาพยนตร์ Black Panther ⁣⁣

“เขาเสียชีวิตในบ้านของเขาโดยมีภรรยาและครอบครัวอยู่เคียงข้าง ⁣ครอบครัวโบสแมนขอขอบคุณพวกคุณทุกคนสำหรับความรักและคำอธิษฐานที่มีให้กับเขา และในระหว่างนี้เราขอให้พวกคุณเคารพความเป็นส่วนตัวของพวกเขา (ครอบครัวโบสแมน) ต่อไปในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้”

Dan Stevens แดน สตีเว่นส์

ในตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าชายอสูร ที่ได้นักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากประเทศอังกฤษที่มีหน้าตาเป็นเหมือนอาวุธทำลายล้างสูงอย่าง อย่าง “แดน สตีเว่นส์” แน่นอน จากการ์ตูนเทพนิยายสุดฮิตเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกอย่าง Beauty and the Beast ตอนนี้ได้สร้างความประทับใจ และสนใจจากประชาชนทั่วโลกอีกครั้งในรูปแบบของภาพยนตร์ที่กวาดรายได้มหาศาลในปี 2017 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ได้นางเอกชั้นแนวหน้าที่เราคุ้นหน้ากันดีอย่าง เอ็มม่า วัตสัน ที่มารับบทเบลล์ หญิงสาวแสนสวยผู้โชคร้าย  และเจ้าชายอสูรผู้มีจิตใจด้านชาอย่าง แดน สตีเว่นส์

แดน สตีเว่นส์ เป็นเจ้าชายอสูรที่น่าหลงใหลที่สุดในตอนนี้ ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาวัยรุ่นคือ ผู้ชายคนนี้แซ่บมาก เหมาะกับการเป็นพ่อของลูกอย่างที่สุด ไม่ว่าโฉมงามกับเจ้าชายอสูรภาคไหนก็ฟินสู้ภาคนี้ไม่ได้บอกเลยวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติของหนุ่มงานดี แดน สตีเว่นส์ ว่าเขามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ใครอยากรู้ตามเรามาเลย

แดน สตีเว่นส์ เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2525 ที่ลอนดอน เป็นเด็กกำพร้า มีพ่อแม่บุญธรรมเป็นครู ซึ่งเขาได้อุปการะแดน สตีเว่นส์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ในวัยเด็กผลงานชิ้นแรกของเขานั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี ตอนนั้นเขามีความสนใจที่จะเข้าร่วมคัดตัวละครจากบทละครเรื่อง Macbeth โดยประพันธ์จาก โจนาธานสมิธ และสุดท้ายเขาก็ได้แสดงละครที่ โรงละครเยาวชนแห่งชาติ ของลอนดอน  แดน สตีเว่นส์จบการศึกษาระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขาวรรณคดีอังกฤษ เขาได้มีผลงานการแสดงมาเรื่อย ๆ ซึ่งงานที่เขาได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Macbeth การแสดงของเขาดีมากจนเตะตาผู้กำกับเวทีอย่าง ปีเตอร์ ฮอลล์ จนเขาพาแดน สตีเว่นส์ เข้าสู่วงการบันเทิง

 Dan Stevens แดน สตีเว่นส์

ผลงานชิ้นแรกที่เขาได้รับหลังจากเขาวงการคือ As You Like It เป็นละครเวลา ซึ่งมีปีเตอร์ ฮอลล์เป็นผู้กำกับ และได้วิลเลียม เชกสเปียร์ มาประพันธ์ ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด หลังจากนั้นไม่นานแดน สตีเว่นส์ก็ได้รับบทละครหน้าจอเมื่อปี 2004 เป็นมินิซีรีย์อย่าง Frankenstein และได้สร้างชื่อจากหนังแนวดราม่าชีวิตของชายคนหนึ่งที่อยู่ในตระกูลชนชั้นสูงเรื่อง Downton Abbey ซึ่งถือว่าเป็นหนังสร้างชื่อให้กับเขาเลยทีเดียว หลังจากนั้นเขาก็ดังเป็นพลุแตกจากหนังเรื่อง Legion ซึ่งเป็นแนวซุปเปอร์ฮีโร่ในบทบาทของเดวิด ฮอลเลอร์ หลังจากนั้นเขาก็ได้ขึ้นแท่นอสูรที่น่ากินที่สุดในเรื่อง Beauty and the Beast หนังเรื่องนี้ทำให้เขากลับมาเฉิดฉายได้อีกครั้ง การที่เขาได้ทำให้สิ่งที่เขารัก และเขารู้ว่าฝันคืออะไรตั้งแต่เด็กทำให้เขาได้รับโอกาสต่างๆ มากมายจนทำให้เด็กกำพร้าธรรมดา มาเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่รู้จักกันไปทั่วโลก