เปิดทำเนียบ 15 นางฟ้า Victoria’s Secret ค่าตัวแพงระยับ

อลังการตระการตาในทุกปีสำหรับสุดยอดแฟชั่นโชว์อย่าง Victoria’s Secret  และปีนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วกับ ฤดูกาลนางฟ้าสยายปีก Victoria’s Secret Fashion Show 2015  รอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในคืนวันที่ 8 ธันวาคม ในทุกๆปีจะมีการแจ้งเกิดเหล่านางฟ้าหน้าใหม่บนเวที แต่วันนี้เราได้รวบรวม 15 อันดับนางแบบที่มีค่าตัวต่อปีแพงที่สุด ทั้งคนที่ยังเดินให้วิคตอเรียซีเคร็ทอยู่ และที่อำลาเวทีไปแล้ว มาดูกันว่านางแบบแต่ละคนสวยและรวยมากขนาดไหน

15. Daria Werbowy: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1983| ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติแคนาดา
หลังจากที่เธอเปล่งประกายอยู่บนปก Vogue Magazine ใน 50 ประเทศ งานมากมายก็วิ่งชนเธออย่างไม่ขาดสาย รวมถึงได้เป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Lancome อีกด้วย

Daria-Werbowy-AG-Jeans-1024x757

14. Liu Wen: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 27  มกราคม 1988| ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติจีน
Liu เป็นนางแบบชาวจีนคนแรกที่ได้ย่างเท้าบนรันเวย์วิคตอเรียซีเครท และเธอยังสามารถทำเงินได้มากมายจากการเป็นนางแบบให้แบรนด์ชุดชั้นในและเสื้อผ้า La Perla, Massimo Dutti, H&M, MO&Co รวมถึงเป็นนางแบบเอเซียคนแรกให้เครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง Estee Lauder อีกด้วย

14liu-wen-45-million-28-million-liu-was-the-first-chinese-model-to-strut-down-the-catwalk-for-victorias-secret-liu-now-makes-most-of-her-money-from-underwear-firm-la-perla-and-by-modelling-for-massimo-dutti-hm-and-moco-after-she-left-victorias-secret

 13. Kate Moss: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 16 มกราคม 1974| ส่วนสูง 170 cm | สัญชาติอังกฤษ
นางแบบรุ่นพี่วัย 41 ปีที่โด่งดังอมตะและเป็นที่จดจำอย่างยาวนานในฐานะนางแบบแถวหน้าของโลก แม้ตอนนี้จะห่างเวทีใหญ่ๆไปนานแล้ว แต่เธอก็ยังโกยรายได้จากการเซ็นสัญญาเงินล้านกับแบรนด์ใหญ่ๆในยุโรปและอเมริกา เช่น David Yurman, Decorté Skincare, และ Burberry  รวมถึงเป็นดีไซน์เนอร์และนางแบบให้ Gucci, Dolce & Gabbana, Calvin Klein, Chanel, Rimmel, และ Bulgari เป็นต้น เรียกได้ว่าเธอเดินสายตัวแม่ในวงการนางแบบและวงการแฟชั่นของโลกมาโดยตลอด

kate19

12.Carolyn Murphy: $4.5 million (162,517,635 บาท)

เกิดวันที่ 11 สิงหาคม 1974| ส่วนสูง 175 cm | สัญชาติอเมริกัน

แม้จะเข้าเลขสี่แล้วก็ตามแต่นางแบบรุ่นพี่อย่าง  Carolyn Murphy ไม่เคยหลุดโผจากการจัดอันดับนางแบบเงินล้านเลยแม้สักครั้ง เธอได้ร่วมงานกับโปรเจคใหญ่กับแบรนด์ระดับโลกอย่างไม่ขาดช่วงไม่ว่าจะเป็น Estée Lauder, Ugg หรือ Oscar de la Renta เป็นต้น

Carolyn-Murphy

11. Karlie Kloss: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 3 สิงหาคม 1992| ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติอเมริกัน

นอกจากจะเป็นนางแบบเงินล้านแถวหน้าแล้ว เธอยังเป็นเพื่อนสนิทกับนักร้องซุปตาระดับโลกอย่าง Taylor Swift อีกด้วย หลังอำลาตำแหน่งนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ท โปรเจคกับแบรนด์ใหญ่ก็วิ่งชนเธออย่างไม่ขาดสาย L’Oréal, Joe Fresh, หรือ Kate Spade เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ Flatiron School เป็นผู้มอบทุนการศึกษา  Kode with Karlie scholarship ให้แก่เด็กอายุ 13-18 ปีที่ขัดสนแต่ฝันอยากจะเรียนด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย

karlie-kloss-vs-photos03

10. Candice Swanepoel: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 1988| ส่วนสูง 178 cm | สัญชาติแอฟริกาใต้

หลังจากเธอได้กลายเป็น the face ของ Max Factor รายได้ของเธอในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงเกือบ 2 เท่า และเธอยังได้เซ็นสัญญาใหญ่เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับน้ำหอมของ Versace อีกด้วย

hf

9. Alessandra Ambrosio: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 11 เมษายน 1988| ส่วนสูง 177 cm | สัญชาติบราซิล

รายได้โดยส่วนใหญ่ของ Alessandra Ambrosio มากจาก Victoria’s Secret แต่เธอก็ยังมีคอลเลคชั่น ชุดว่ายน้ำ และเสื้อผ้าของเธอวางจำหน่าย กับ Planet Blue แฟชั่นออนไลน์สโตร์ชื่อดัง และงานนางแบบเสริมอีกหลายงานอย่างไม่ขาดสาย

hot_alessandra_ambrosio

8. Lara Stone: $5 million (180,575,150 บาท)

เกิดวันที่ 20 ธันวาคม 1983| ส่วนสูง 176.5 cm | สัญชาติเนเธอร์แลนด์

เส้นทางนางแบบของ Lala Stone เริ่มในปารีส ตั้งแต่เธออายุ 12 ปี  หลังจากนั้นเพียงม่กี่ปีเธอก็กลายเป็นนางแบบค่าตัวแพงติดอันดับโลกเธอมีสัญญาใหญ่กับแบรนด์  L’Oréal cosmetics และ Calvin Klein underwear และภาพโปรโมทล่าสุดจาก Calvin Klein ที่เธอได้ร่วมถ่ายแบบสุดวาบหวามกับนักร้องหนุ่มชื่อดังอย่าง Justin Bieber ก็ยิ่งทำให้เธอเจิดจรัสในวงการและเป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีทองของเธอเลยทีเดียว

lala_stone-10

7. Joan Smalls: $5.5 million (198,632,665 บาท)

เกิดวันที่ 11 กรกฎาคม 1988| ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติอเมริกัน

การได้ร่วมงานโฆษณากับ Joe Fresh, Calvin Klein, และ Marc Jacobs ทำให้รายได้ของเธอเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง $2 million และนอกจากนี้เธอยังเป็นนางแบบที่เดินบนเวทีแคทวอร์คมาแล้วหลายเวที ถ้าให้พูดตามจริงคือเธอย่ำแคทวอร์คบ่อยที่สุดในบรรดานางแบบที่อยู่ในลิสต์นี้เลยทีเดียว

mFjet1S7

6. Miranda Kerr: $5.5 million (198,632,665 บาท)

เกิดวันที่ 20 เมษายน 1983 | ส่วนสูง 175 cm | สัญชาติออสเตรเลีย

Miranda Kerr อำลาเวทีวิคตอเรียซีเคร็ทไปตั้งแต่ปี 2013  แต่เธอยังคงมีรายได้อย่างต่อเนื่องจากบริษัทชุดชั้นในยักษ์ใหญ่ของโลก Wonderbra รวมถึงสัญญากับแบรนด์ดังอย่าง Escada Joyful Fragrance, Swarovski jewelry และ Clear Hair และด้วยเหตุที่เธอเป็นอดีตภรรยาของหนุ่มเอลฟ์แห่งฮอลลีวูดอย่าง Orlando Bloom นั่นยิ่งทำให้เธอดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว

Миранда Керр фото Miranda Kerr

5. Natalia Vodianova: $7 million (252,805,210 บาท)

เกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1982 | ส่วนสูง 176 cm | สัญชาติรัสเซีย

เธอโกยรายได้มากตั้งแต่เป็น the face ให้ Stella McCartney และ Theory ก่อนจะดังและรวยแบบฉุดไม่อยู่กับ 3 สัญญาของแบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Guerlain cosmetics, Calvin Klein Euphoria และ Guerlain Shalimar Souffle de Parfum

Natalia Vodianova images 1280 x 800

4. Doutzen Kroes: $7.5 million (270,862,725 บาท)

เกิดวันที่ 23 มกราคม 1985 | ส่วนสูง 179 cm | สัญชาติดัทช์

แม้เวทีวิคตอเรียซีเคร็ทเป็นเวทีแจ้งเกิดที่ทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตก แต่งานที่โกยรายได้ให้เธออย่างมหาศาลคือ สัญญากับ 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่  Tiffany & Co., Samsung, และ Calvin Klein

doutzen-kroes-vogue-17

3. Adriana Lima: $9 million (325,035,270 บาท)

เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 1981 | ส่วนสูง 178 cm | สัญชาติบราซิล

Adriana Lima เป็นนางฟ้าที่เดินให้กับวิคตอเรียซีเคร็ทมายาวนานที่สุดในลิสต์ ส่วนช่องทางรายได้อื่นๆของเธอนั้นมาจากสัญญากับแบรนด์ใหญ่อย่าง Marc Jacobs, Maybelline, และ Vogue Eyewear

Adriana-Lima-20130723-01

2. Cara Delevingne: $9 million (325,035,270 บาท)

เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 1992 | ส่วนสูง 173 cm | สัญชาติอังกฤษ

คุ้นหน้ากันดีกับ Cara Delevingne ที่เพิ่งประกาศหันหลังให้วงการนางแบบและจะโดดมาชิมลางในเส้นทางภาพยนตร์ เธอเป็นนางแบบที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกด้วยจำนวนผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 19 ล้านคน ในทวิตเตอร์ 3.7 ล้านคน และในเฟสบุคกว่า 1.5 ล้านคน ใบหน้าที่โดดเด่นและบุคลิกฮ้าวๆแบบยียวน ทำให้เธอเป็นขวัญใจวัยรุ่นทั่วโลก เธอเซ็นสัญญากับแบรนด์ใหญ่มากมายเช่น DKNY, Burberry, MANGO, TOPSHOP นอกจากนี้เธอยังทำงานเพลง งานทีวี งานภาพยนต์ และดีไซน์เนอร์ ส่วนงานภาพยนต์ของเธอที่กำลังจะฉายเร็วๆนี้คือ Suicide Squad

cara-cara-delevingne-34801805-1920-1200

1. Gisele Bundchen: $44 million (1,589,061,320 บาท)

เกิดวันที่ 20 กรกฎาคม 1980 | ส่วนสูง 180 cm | สัญชาติบราซิล

ดัง สวย และรวยมาก คงจะเป็นนิยามที่จำกัดความให้ Gisele Bundchen ได้ชัดเจนที่สุด รายได้เธอพุ่งทะยานนำหน้าเหล่าเพื่อนนางแบบรวมถึงสามีของเธอ Tom Brady ไปไกลเลยทีเดียว เธอได้ร่วมงานกับแบรนด์เครื่องสำอาง น้ำหอม และเสื้อผ้าใหญ่ๆทั่วโลกมาแล้วเกือบทุกแบรนด์ส่วนผลงานเด่นๆของเธอในวงการคือสัญญายักษ์กับ Chanel และ Carolina Herrera และเธอยังเป็นดีไซเนอร์รองเท้าให้แบรนด์แฟชั่นอีกหลายแบรนด์ นอกจากนี้เธอยังเคยทำงานทั้งในวงการภาพยนตร์ และ วงการเพลงมาแล้วหลายงาน ส่วนงานโฆษณาจาก Under Amour I WILL WHAT I WANT ล่าสุดที่ไปได้รางวัลจาก Cannes Lion ก็ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

Gisele-Bundchen-14

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

เล่นเอาหนุ่มๆ ทั่วโลกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสำหรับสาวสวยเซ็กซี่ ดีดรีฮอตเต็มร้อยอย่าง อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ ใครที่ได้ดูหนังเรื่อง BayWatch ก็คงจะรู้ดีเลยแหละ เพราะเธอนอกจากจะแสดงได้อย่างเป็นะรรมชาติแล้ว ยังมาพร้อมกับความสวยเซ็กซี่ที่หาใครเทียบได้ยากอีกด้วย เห็นแบบนี้ก็ทำเอาหนุ่มๆ รีบไปหาข้อมูลแทบไม่ทันเลยว่าเธอคือใคร วันนี้มาดูประวัติของเธอกันดีกว่า

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

ประวัติย่อ

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ เกิดที่เมืองนิวยอร์ก แต่เธอไปโตที่ฝั่งตะวันออก พ่อแม่เธอมีอาชีพเป็นทนาย เธออยากจะเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กแต่บทบาทของเธอได้ออกมาโชว์ตอนเธอมีอายุได้ 16 ปี เธอได้รับบทบาทเป็นเหยื่อวัยรุ่น ในขณะนั้นเธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Brearley ในนิวยอร์ค แต่เธอได้บอกว่าเธอไม่สามารถเรียนจบที่นี่ได้

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

อเล็กซานดร้าเป็นที่รู้จักในบทบาทของ Annabeth Chase ในภาพยนตร์เรื่อง Percy Jackson & the Olympians: The Lighting Thief ในปี 2010 นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วเธอยังคงมีผลงานทางภาพยนตร์และโทรทัศน์ออกมาเรื่อย ๆ และเธอยังถูกเสนอเข้าชิงรางวัล MTV Movie Awards ในปี 2013 อีกด้วย

อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ

Black Pink

แบล็กพิงก์ (; อังกฤษ: Black Pink, มักเขียน BLACKPINK หรือ BLΛƆKPIИK) เป็นเกิร์ลกรุปเกาหลีใต้ สังกัดค่ายวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสี่คนคือ จีซู, เจนนี, โรเซ และลิซ่า เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 กับซิงเกิลอัลบั้ม สแควร์วัน หลังจากวางจำหน่าย ซิงเกิล “วิสเซิล” กลายเป็นเพลงแรกของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บนแกออนดิจิทัลชาร์ต เช่นเดียวกับซิงเกิล “บูมบายาห์” กลายเป็นเพลงแรกที่ติดอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ วงยังได้รับรางวัลโกลเดนดิสก์อะวอดส์และโซลมิวสิกอะวอดส์สาขาศิลปินหน้าใหม่แห่งปี

ในปี ค.ศ. 2019 แบล็กพิงก์ทำสถิติเป็นเกิร์ลกรุปเคป็อปที่ได้อันดับสูงสุดทั้งบน บิลบอร์ด ฮอต 100 และ บิลบอร์ด 200 เพลง “คิลดิสเลิฟ” ขึ้นถึงอันดับที่ 41 และอันดับที่ 24 ด้วยอีพีชุดที่สองของวง คิลดิสเลิฟ ตามลำดับ รวมถึงเป็นเกิร์ลกรุปเคป็อปวงแรกและวงเดียวที่ขึ้นอันดับหนึ่งบนชาร์ต บิลบอร์ด ประเภทศิลปินหน้าใหม่ และเป็นศิลปินหญิงกลุ่มแรกที่มีซิงเกิลอันดับหนึ่งของชาร์ตบิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ ถึง 5 เพลง ซิงเกิล “ตู-ดู ตู-ดู” กลายเป็นมิวสิกวิดีโอที่มียอดเข้าชมมากที่สุดของศิลปินกลุ่มเคป็อปทั้งหมด โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 1 พันล้านครั้งในยูทูบ

หลังจากประชาสัมพันธ์ว่าจะมีเกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ทำให้เด็กฝึกเป็นที่คาดหวังอย่างมาก มีการเข้าและออกตลอดหลายปีผ่านมา จนในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ทางวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ยืนยันว่า เกิร์ลกรุปกลุ่มใหม่จะเปิดตัวในฤดูร้อนนี้ ต่อมาในวันที่ 30 พฤษภาคม มีการประกาศว่าจะเปิดเผยข้อมูลสมาชิกแต่ละคนในทุกวันพุธต่อจากนี้ สมาชิกคนแรกที่ประกาศคือ เจนนี ในวันที่ 1 มิถุนายน ตามมาด้วย ลิซ่า (ลลิษา) สัญชาติไทย และ จีซู ในวันที่ 8 และ 15 ตามลำดับ และสมาชิกคนสุดท้ายที่ประกาศในวันที่ 22 คือ โรเซ (โรซอนเน) สัญชาติเกาหลี-ออสเตรเลีย รวมสมาชิกทั้งหมดสี่คน ในวันที่ 29 มิถุนายน มีการประกาศชื่อกลุ่มอย่างเป็นทางการว่า แบล็กพิงก์ และในวันที่ 29 กรกฎาคม มีการประกาศว่าจะเปิดตัวกลุ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 20.00 น. (8.00 pm)

ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เวลา 15.00 น. แบล็กพิงก์เปิดตัวครั้งแรกในงานโชว์เคสพร้อมกับซิงเกิลอัลบั้ม สแควร์วัน รวมไปถึงเบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “บูมบายาห์” และ”วิสเซิล” ทั้งสองเพลงออกจำหน่ายในเวลา 20.00 น. บนเว็บไซต์เพลงดิจิทัลในเกาหลีใต้ และไอทูนส์ ทั่วโลก”บูมบายาห์” อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และเขียนร่วมกับ เบกกา บูม มิวสิกวิดีโอกำกับโดย ซอ ฮย็อน-ซึง โดยเป็นเพลงแนว”มินิมัลฮิปฮอป” “วิสเซิล” อำนวยการสร้างโดย เท็ดดี พัก และ ฟิวเจอร์ เบานซ์ เขียนเพลงโดย เท็ดดี พัก และ เบกกา บูม

เพลง “บูมบายาห์” และ “วิสเซิล” ขึ้นถึงอันดับ 1 และ 2 บนชาร์ตบิลบอร์ดเวิลด์ดิจิทัลซองส์ ด้วยภายในเวลาอันรวดเร็วทำให้แบล็กพิงก์เป็นศิลปินเกาหลีอันดับที่ 3 ถัดจากไซและบิกแบงที่ขึ้นถึง 2 อันดับแรกในชาร์ตได้ อัลบั้ม สแควร์วัน ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ เปิดตัวที่อันดับ 1 ในสิบสี่ประเทศบนชาร์ตอัลบั้มทั่วโลกของไอทูนส์ในปี ค.ศ. 2016 “วิสเซิล” ยังสามารถติดชาร์ตดิจิทัล, ดาวน์โหลด, สตรีมมิง และโมบายล์ บนแกออนชาร์ตประจำเดือนสิงหาคม วงยังได้อันดับ 1 ในชาร์ตวีกลี, ป็อปปูอาริตี, มิวสิกวิดีโอ และเคป็อปมิวสิกวิดีโอ รวมถึงชาร์ตเพลงสตรีมมิงบนคิวคิวมิวสิก ซึ่งเป็นเว็บฟังเพลงที่ใหญ่ที่สุดในจีน แบล็กพิงก์ขึ้นแสดงดนตรีครั้งแรกในรายการ อินกีกาโย ทางช่องเอสบีเอส เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2016 วงยังทำลายสถิติเป็นเกิร์ลกรุปที่ได้รางวัลในรายการเพลงเร็วที่สุด หลังจากเปิดตัวได้เพียง 13 วัน และได้โปรโมตอัลบั้ม สแควร์วัน เป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2016 ด้วยการชนะ อินกีกาโย อีกหนึ่งครั้ง

แบล็กพิงก์ได้วางจำหน่ายซิงเกิลอัลบั้มที่สองคือ สแควร์ทู กับเพลงหลัก “เพลย์อิงวิทไฟร์” และ “สเตย์” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ทั้งสองเพลงอำนวยการสร้างโดย เท็ดดี ร่วมกับ อาร์.ที และ ซอ ว็อน จิน และได้แสดงบนคัมแบ็กสเตจในรายการ อินกีกาโย และ เอ็ม เคาต์ดาวน์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 “เพลย์อิงวิทไฟร์” ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต บิลบอร์ด เวิลด์ดิจิทัลซองส์ ในเกาหลีใต้ ขึ้นอันดับ 3 ในขณะที่เพลง “สเตย์” ติดอันดับ 10

การเปิดตัวของแบล็กพิงก์ประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมหลายงาน เช่น เมลอนมิวสิกอะวอดส์, โกลเดนดิสก์อะวอดส์ และโซลมิวสิกอะวอดส์ นอกจากนี้ บิลบอร์ด ยังจัดอันดับวงให้อยู่อันดับ 2 ในรายชื่อ “กลุ่มศิลปินเคป็อปหน้าใหม่ยอดเยี่ยม” ประจำปี ค.ศ. 2016

Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

จอห์นนี่ เดปป์ ชื่อเกิด จอห์นนี คริสโตเฟอร์ เดปป์ ที่ 2 (John Christopher Depp II) ชื่อเล่น โคโลเนล (Colonel) / Mr. Stench เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักในบทแจ็ก สแปร์โรว์ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Pirates of the Caribbean, แมด แฮทเทอร์ในภาพยนตร์เรื่อง Alice in Wonderland และวิลลี่ วองก้า ในภาพยนตร์เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory นอกจากนั้น เขายังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้ง และนิตยสารพีเพิลยังคัดเลือกให้เขาเป็น “ผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่” ประจำปี 2003 และ 2009 อีกด้วย

Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

เกิดเมื่อ 9 มิถุนายน 2506

ส่วนสูง 178 ซ.ม.

ที่เกิด โอเวนสโบโร, เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา

จอห์นนี่ เดปป์ เกิดที่เมืองโอเวนสโบโร รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา มีเชื้อสายเยอรมัน อินเดียนแดง เชอโรกี ไอริช ไอริชเหนือ สกอตติช เวลช์ ฝรั่งเศส ดัตช์ เบลเยียม เยอรมัน แอฟริกา ถ้าหากนับตระกูลของจอห์นนี่ เดปป์ขึ้นไปอีก 19 รุ่นจะพบว่าเขาสืบทอดเชื้อสายมาจาก Margaret Percy และ เซอร์ William Gascoigne ซึ่งมากาเร็ตเป็นลูกสาวของเอิร์ลแห่ง Northumberland ที่ 3 และสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ นั่นหมายถึงว่าเขามีทวดคนเดียวกันกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร
Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์)

จอห์นนี่ เดปป์ เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการได้รับบทนำหนังสยองขวัญเรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984) ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา และก็มีผลงานตามมาอีกเรื่อย ๆ แต่เมื่อมาในปี 2002-2003 เป็นปีที่เขาไม่มีผลงานออกมาเลย แต่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตการแสดง เมื่อเขาตัดสินใจรับบท กัปตันแจ็ก สแปร์โรว ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl ซึ่งนั่นหลายเป็นบทบาทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ และบทนี้เองส่งให้เขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรก รวมถึงยังเป็นหนังคนแสดงเรื่องแรกของค่ายดิสนีย์ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกด้วย

เฉินหลง

เฉินหลงเกิดวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2497 ที่วิกตอเรียพีค (อังกฤษ:Victoria Peak ; จีน : 太平山 หรือ 扯旗山) ในฮ่องกง มีชื่อจริงว่า เฉินกั่งเซิง (陳港生) หรือหมายความว่า “เกิดที่ฮ่องกง” พ่อของเฉินหลงชื่อ เฉิน จื้อผิง (陳志平) แม่ชื่อ เฉิน ลี่ลี่ (陳莉莉) เดิมอยู่เมืองจีน แต่หนีออกมาอยู่ฮ่องกงสมัยสงครามกลางเมือง ตอนเด็กๆ พ่อแม่ตั้งชื่อเล่นให้อย่างน่ารักน่าเอ็นดูว่า “เพ่าเพ่า” หรือ “ลูกระเบิด” เพราะชอบนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเบาะ เขาเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เขาเกือบถูกพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าขายให้กับหมออังกฤษในราคาแค่ 26 เหรียญ แต่แล้วพ่อแม่ของเขาก็ได้ล้มเลิกความคิดนั้น

เฉิงหลง

 

พ่อของเขาทำงานเป็น “พ่อครัว” แม่ทำงานเป็น “แม่บ้าน” ให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในฮ่องกง เฉินหลงก็เติบโตมาในสถานทูต เมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนหนานหัว

 

เมื่อเฉินหลงอายุได้ 7 ขวบ พ่อก็ส่งเขาเข้าโรงเรียนอุปรากรจีน โดยที่ตัวของพ่อกับแม่นั้นต้องไปทำงานเป็นพ่อครัวกับแม่บ้านที่สถานทูตในออสเตรเลีย และที่โรงเรียนนั้นเองที่ทำให้เฉินหลงได้เรียนรู้ชีวิตที่โดดเดี่ยว เพราะเขาต้องห่างครอบครัวเป็นเวลานาน แต่ที่นั่นก็ทำให้เฉินหลงได้พบเพื่อนร่วมสาบานอย่าง หงจินเป่า และ หยวนเปียว

 

เมื่อครั้งเฉินหลงอายุ 9 ขวบ ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในเยาวราชถึง 2 ปี อาศัยอยู่หลังโรงงิ้วเก่า ในวัยเด็กได้เรียนมวยไทยกับคุณลุงแก่ๆขาเป๋ คอยสอนมวยไทยให้ ดังนั้นเฉินหลงจึงมีความผูกพันกับคนไทยมาก [1]

 

เฉินหลงเรียนจบเมื่ออายุ 17 ปี เขาได้ไปสมัครเข้าร่วมทีมสตันท์ในวงการหนังฮ่องกงในช่วงที่ บรู๊ซ ลี ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อ บรู๊ซ ลี เสียชีวิต เฉินหลงต้องตกงานเพราะวงการหนังกังฟูฮ่องกง กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ

 

จุดตกต่ำ

ความสามารถเฉินหลงเกิดไปสะดุดตาผู้สร้างหนังอย่าง หลอเหว่ย ผู้กำกับหนัง Fist of Fury (ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง) ของบรู๊ซ ลี โดยเขาต้องการปั้นดารากังฟูขึ้นมาแทนบรู๊ซ ลี โดยเฉินหลงได้แสดงหนังในตอนนั้นทั้งหมด 10 เรื่อง ได้แก่ New Fist of Fury (มังกรหนุ่มคะนองเลือด) (1976) Shaolin Wooden Men (ถล่ม 20 มนุษย์ไม้) (1976) Eagle Shadow Fist (1977) Half a Loaf of Kung Fu (ไอ้หนุ่มหมัดคัน) (1977) Killer Meteors (ไอ้ดาวหางจอมเพชรฆาต) (1977) To Kill with Intrigue (นางพญาหลั่งเลือดสะท้านภพ) (1977) Snake and Crane Arts of Shaolin (ไอ้หนุ่มหมัดทะเล้น) (1978) Magnificent Bodyguards (ศึกมันทะลุฟ้า) (1978) Spiritual Kung Fu (ไอ้หนุ่มพันมือ ตอน 2) (1978) และ Dragon Fist (เฉินหลง สู้ตาย) (1978) โดยทั้งหมดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่เรื่องเดียว

เฉินหลง

 

จุดประสบความสำเร็จ

ปี 1978 เมื่อเฉินหลงนำแสดงหนังให้กับ Seasonal Film เรื่อง Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ) (1978) ทำให้ชื่อของเฉินหลง กลายเป็นดาราดังเพียงช่วงข้ามคืน เพราะสามารถทำเงินอย่างมหาศาลในฮ่องกง จากนั้นเฉินหลงก็ได้นำแสดงใน Drunken Master (ไอ้หนุ่มหมัดเมา) (1978) โดยเฉพาะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังประสบความสำเร็จทั่วเอเชียอีกด้วย

 

และเมื่อเฉินหลงหมดสัญญากับหลอเหว่ย เขาก็มุ่งหน้าไปที่สังกัดโกลเด้นท์ ฮาร์เวส (Golden Harvest) ซึ่งในอดีตบรู๊ซ ลี เคยเป็นดาราประจำของค่ายนี้ โดยที่สิทธิการทำหนังในค่ายนี้ เฉินหลงเป็นคนสามารถเลือกเองได้ ผลงานเรื่องแรกในค่ายนี้คือเรื่อง The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต) (1980) ซึ่งสามารถทำรายได้ 10 ล้านเหรียญฮ่องกงเป็นเรื่องแรก จากนั้น หลังจากนั้นเฉินหลงก็ได้กลับมาทำหนังในฮ่องกงกับร่วมกับ 2 สหายอย่าง หงจินเป่า และ หยวนเปียว โดยผลงานที่ทั้งสามได้แสดงด้วยกันมี 6 เรื่อง คือ Winners and Sinners (มือปราบจมูกหิน) (1983) Project A (เอไกหว่า) (1984) Wheels on Meals (ขาตั้งสู้) (1984) My Lucky Stars (7เพชรฆาตสัญชาติฮ้อ) (1985) Twinkle Twinkle Lucky Stars (ขอน่า อย่าซ่าส์) (1986) และ Dragons Forever (มังกรหนวดทอง) (1988) เป็นเรื่องสุดท้าย (แต่เรื่อง Heart of Dragon (2พี่น้องตระกูลบึ้ก) (1985) เฉินหลงกับหงจินเป่าแสดง แต่หยวนเปียวอยู่ในส่วนกำกับคิวบู๊ )

 

แต่เฉินหลงกลับมาประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกครั้ง ในหนังตำรวจร่วมสมัยอย่าง Police Story (วิ่งสู้ฟัด) (1985) โดยเรื่องนี้ทำให้เฉินหลงได้รับรางวัลม้าทองคำ (ตุ๊กตาทองฮ่องกง) ถึง 2 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบฉากต่อสู้ยอดเยี่ยม จากนั้นเฉินหลงก็แสดงหนังในฮ่องกงหลายเรื่องตลอดมาเรื่อยๆ เช่น Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) (1987) Police Story 2 (วิ่งสู้ฟัด2) (1988) Miracles (ฉีจี้) (1989)

 

จนโชคเพิ่งมาเข้าข้างเฉินหลงในช่วงยุค’90 หนังหลายเรื่องของเฉินหลงเป็นที่ยอมรับในทั่วเอเชียเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Armour of God II: Operation Condor (ใหญ่สั่งมาเกิด 2 : อินทรีทะเลทราย) (1991) Police Story 3: Supercop (วิ่งสู้ฟัด3) (1992) City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ ข้าก็ใหญ่) (1993) Crime Story (วิ่งสู้ฟัด ภาคพิเศษ) (1993) และตำนานไอ้หนุ่มหมัดเมาอย่าง Drunken Master II (ไอ้หนุ่มหมัดเมา2) (1994) ซึ่งเรื่องนี้เฉินหลงได้ร่วมงานกับ หลิวเจียงเหลียง อีกทั้งยังทำรายได้ไปถึง 40 ล้านเหรียญฮ่องกง จากนั้นเฉินหลงก็มีหนังท็อปฟอร์มหลายเรื่องในเวลาต่อมา เช่น Thunderbolt (1995) (เร็วฟ้าผ่า) Police Story 4: First Strike (ใหญ่ฟัดโลก2) (1996) Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่) (1997) และ Who Am I? (ใหญ่เต็มฟัด) (1998)

 

ฮอลลีวูด

เฉินหลงก็มีโอกาสไปแสดงหนังฮอลลีวู้ดเป็นครั้งแรกในหนังพีเรียด – กังฟู เรื่อง The Big Brawl (ไอ้มังกรถล่มปฐพี) (1980) (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Battle Creek Brawl) ผลลัพธ์ที่ได้คือ ไม่ประสบความสำเร็จเลย จากนั้นเขาก็แสดงเป็นตัวประกอบในหนังแนว Road Movie อย่าง Cannonball Run (เหาะแล้วซิ่ง) (1981) และ Cannonball Run 2 (1982) เรียกได้ว่าการไปเล่นหนังฮอลลีวู้ดของเขานั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่า และเรื่องที่ 4 อย่าง The Protector (กูกู๋ปืนเค็ม) (1985) ซึ่งก็ล้มเหลวอีกครั้ง

 

และการไปเปิดตลาดอเมริกาครั้งที่สอง ของเฉินหลงก็เป็นผล เมื่อ Rumble in the Bronx (ใหญ่ฟัดโลก) (1995) สามารถเปิดตัวขึ้นอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิสของอเมริกาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 สามารถทำรายได้ตลอดการฉายถึง 32.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

และการแสดงหนังฮอลลีวู้ดของเฉินหลงในรอบหลายปีก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเฉินหลงนำแสดงใน Rush Hour (คู่ใหญ่ ฟัดเต็มสปีด) (1998) ที่นำแสดงคู่กับ คริส ทักเกอร์ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสามารถทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิสถึง 141.1 ล้านเหรียญ และ 244.3 จากทั่วโลก จากนั้นเฉินหลงก็มีโอกาสเล่นหนังทั้งในฮ่องกงและอเมริกาสลับกันหลายๆครั้ง เช่น Gorgeous (เบ่งหัวใจฟัดให้ใหญ่) (1999) Shanghai Noon (คู่ใหญ่ฟัดข้ามโลก) (2000) The Accidental Spy (วิ่งระเบิดฟัด) (2001) และเฉินหลงก็กลับมาเล่นหนังภาคต่ออย่าง Rush Hour 2 (คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีด 2) (2001) The Tuxedo (สวมรอยพยัคฆ์พิทักษ์โลก) (2002) และ Shanghai Knights (คู่ใหญ่ฟัดทลายโลก) (2003) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเหมือนเคย

 

แต่ผลงานอย่าง Around The World in 80 Days (80วัน จารกรรมฟัดข้ามโลก) (2004) ที่เฉินหลงร่วมแสดงกับ สตีฟ คูแกน และ ซีซิล เดอ ฟรานซ์ ประสบความล้มเหลวในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยทำเงินทั่วโลกไปเพียงแค่ 72.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

หลังจากนั้นอีก 3 ปี เฉินหลงก็กลับมาร่วมงานกับ แบร็ท แร็ตเนอร์ และ คริส ทักเกอร์ อีกครั้ง ใน Rush Hour 3 (คู่ใหญ่ฟัดเต็มสปีด 3) (2007) โดยทิ้งห่างจากภาคที่แล้วถึง 6 ปี และก็ยังทำเงินในอเมริกาถึง 140.1 และ 255.0 จากทั่วโลก

 

ปี 2008 เฉินหลงนำแสดงร่วมกับ เจท ลี ในภาพยนตร์กำลังภายใน – แฟนตาซี เรื่อง The Forbidden Kingdom (หนึ่งฟัดหนึ่ง ใหญ่ต่อใหญ่) (2008) โดยเป็นการร่วมกันครั้งแรกของทั้งคู่ และในปีเดียวกันเฉินหลงยังให้เสียงตัวการ์ตูน “Master Monkey” ในเรื่อง Kung Fu Panda (2008) ของ ดรีมเวิร์กส์ แอนนิเมชั่น โดยมีผู้ร่วมให้เสียง เช่น แจ็ค แบล็ค, ดัสติน ฮอฟแมน, แองเจลิน่า โจลี่ และ ลูซี่ ลิว

 

เฉินหลงนำแสดงในหนังแอ็คชั่น – คอมเมดี้ เรื่อง The Spy Next Door (วิ่งขโยงฟัด) (2010) โดยรับบทเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ต้องมาต่อสู้กับเหล่าสายลับมากฝีมือ หลังจากที่เหล่าเด็กๆดูแลดันเกิดโหลดข้อมูลลับขององค์กรแห่งหนึ่ง โดยมีกำหนดฉายต้นปี 2010 และ Kung Fu Kid งานรีเมคจากอดีตหนังดังอย่าง The Karate Kid (1984) แสดงร่วมกับ จาเดน สมิธ ลูกชายของนักแสดงชื่อดัง วิล สมิธ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเปิดตัวขึ้นอันดับหนึ่งในบ๊อกซ์ออฟฟิศ และทำไปกว่า 170 ล้านเหรียญในสหรัฐ และกำลังออกฉายตามทั่วโลก

หลังจากร่วมงานกับทาง Golden Harvest มานานร่วม 20 กว่าปี ในปี 2003 เฉินหลงจึงตัดสินใจเดินออกจาก Golden Harvest และมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม JCE Movies Limited (Jackie Chan Emperor Movies Limited) โดยอยู่ในเครือของบริษัท Emperor Multimedia Group (EMG) บริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ในฮ่องกง

 

ซึ่งตัวของเฉินหลงเองเป็นทั้งผู้สร้างและนำแสดงในหนังของตนเอง หนังของเขาเรื่องแรกในนามบริษัทนี้ คือ The Medallion (ฟัดอมตะ) (2003) และหลังจากนั้นก็มีผลงานทำเงินต่อเนื่องอย่าง New Police Story (วิ่งสู้ฟัด 5 เหิรสู้ฟัด) (2004) , The Myth (ดาบทะลุฟ้า ฟัดทะลุเวลา) (2005) และ Rob-B-Hood (วิ่งกระเตงฟัด) (2006)

เฉินหลง

ปี 2009 เฉินหลงนำแสดงภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่อง The Shinjuku Incident (ใหญ่แค้นเดือด) (2009) ผลงานของ เอ๋อตงเซิน โดยเรื่องนี้เป็นผลงานดราม่าเต็มรูปแบบครั้งแรกของเฉินหลง

 

ช่วงหลังๆมานี้เฉินหลงมีผลงานการแสดงกับต่างชาติน้อยลง เขาเริ่มที่จะกลับมาทำหนังในฮ่องกงอีกครั้ง ซึ่งหนังเรื่องที่ 100 ของเขาคือ 1911 (ใหญ่ผ่าใหญ่)

 

ล่าสุดเฉินหลงกำลังถ่ายทำและกำกับ Chinese Zodiac หรือภาคต่อของหนังสุดมันส์อย่าง

 

Armour Of God : Chinese Zodiac มีชื่อไทยเรียกว่า “ใหญ่สั่งมาเกิด 3” (ล่าสุดสหมงคลฟิล์มเจ้าของหนังตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ใหม่ว่า วิ่ง・ปล้น・ฟัด) หนังเฉินหลงเรื่องแรก ที่ชื่อไทยมีคำว่า ‘ฟัด’ คือ Police Story หรือ ‘วิ่ง สู้ ฟัด’

หนังเฉินหลงเรื่องแรก ที่ชื่อไทยมีคำว่า ‘ใหญ่’ คือ Armour of God หรือ ‘ใหญ่สั่งมาเกิด’

หนังเฉินหลงเรื่องแรกในเครือสหมงคลฟิล์ม คือ ‘ฉีจี้’ (Miracle)

ฉาก Outtake หรือฉากหลุดจากภาพยนตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเฉินหลง ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในเรื่อง Dragon Lord หรือ ‘เฉินหลงจ้าวมังกร’

หนังเรื่อง ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ เคยเข้าฉายในเมืองไทยถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกปี 1978โดย กรุงเกษม และครั้งที่2 ปี 1994 โดย สหมงคลฟิล์ม นำกลับมาฉายใหม่เพื่อต้อนรับ การเข้าฉายของ ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา ภาค2’

เสียงของนักพากย์ที่ให้เสียงของเฉินหลง ที่คนไทยให้การยอมรับ แบ่งออกเป็น 3ยุค ยุคแรก กรุงเกษม-นนทนันท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คือ คุณ รอง เค้ามูลคดี (เสียงเอก) (ไม่แน่ชัด – พ.ศ. 2531) ยุคกลาง สหมงคลฟิล์ม คือคุณ ชูชาติ อินทร (อินทรี) (พ.ศ. 2532 – พ.ศ. 2539) และยุคปัจจุบัน มงคลภาพยนตร์ คือ คุณ ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (พันธมิตร) (พ.ศ. 2540 – ปัจจุบัน)

หนังเรื่อง วิ่ง・ปล้น・ฟัด คือ ใหญ่สั่งมาเกิด ภาค 3

‘ใหญ่ทับใหญ่’ (Mr.NiceGuy) (1997) คือหนังเฉินหลงเรื่องแรกที่ ‘ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร’

ทีมพากย์อินทรี ได้พากย์หนังเฉินหลงอีกครั้ง และเป็นเรื่องสุดท้าย คือ ’80 วัน จารกรรมฟัดข้ามโลก’ (Around The World in 80 Days) (2004) เนื่องจากหนังไม่ได้เป็นของค่ายในเครือสหมงคลฟิล์ม)

เฉินหลงเคยใช้ชีวิตช่วงนึงในวัยเด็กอยู่ที่เมืองไทย แถวๆเยาวราช และสามารถพูดภาษาไทย ได้นิดหน่อย

จริงๆแล้วหนังเรื่อง FirstStrike คือ ภาคที่ 4 ของ PoliceStory หรือ ‘วิ่งสู้ฟัด’ แต่ตอนฉายในไทย กลับตั้งชื่อเรื่องว่า ‘ใหญ่ฟัดโลก2’ (และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ทั้ง วิดีโอ วีซีดี และ ดีวีดี) จึงทำให้ในเมืองไทยไม่เคยมีหนังเรื่อง ‘วิ่งสู้ฟัด 4’ มาตั้งแต่นั้น

เฉินหลงมักจะไม่ใช้นางเอกคนเดียวกันเกิน 1 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นักแสดงหลายคนมีชื่อเสียงและโด่งดังในเวลาต่อมา จนมีคำเรียกนักแสดงหญิงที่เคยได้ร่วมงานในหนังของเฉินหลงว่า ‘Chan Girls’

เป็นการล้อเลียนเจมส์ บอนด์ นั่นเอง

 

นักแสดงหญิงที่ได้รับบทเป็นนางเอกและร่วมงาน ในภาพยนตร์ของเฉินหลงมากที่สุด คือ ‘จางม่านอวี้’ ซึ่งแสดงถึง 5 เรื่องด้วยกันได้แก่ ‘วิ่งสู้ฟัด ภาค 1-3’ ‘เอไกหว่า ภาค 2’ และ ‘ใหญ่แฝดผ่าโลกเกิด’

เฉินหลง เคยออกรายการในเมืองไทย คือรายการ ทไวไลท์โชว์ โดยครั้งนั้นเฉินหลงมาให้สัมภาษณ์ถึงเมืองไทย และได้รับรูปถ่ายขนาดยักษ์ของตนเองไว้เป็นที่ระลึก

รายการตีสิบ ก็เคยได้สัมภาษณ์เฉินหลง ออกรายการเช่นกัน โดยเดินทางไปสัมภาษณ์กันถึง ฮ่องกง แต่ทว่า ทีมงานกลับทำเทปที่บันทึกการถ่ายทำไว้ สูญหายที่สนามบิน จึงไม่ได้ออกอากาศ ต่อมารายการตีสิบได้นำเทปฟุตเตจการสัมภาษณ์ที่ ยังหลงเหลือบางส่วนมาออกอากาศให้ชม

นักร้อง

เฉินหลงเป็นคนที่ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เฉินหลงเคยชิมลางร้องเพลงประกอบในหนังเรื่อง The Young Master (1980) ในเพลงที่มีชื่อว่า “Kung Fu Fighting Man” ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกในชีวิตของเขา

 

และในปี 1984 เฉินหลงเปิดตัวในฐานะศิลปินกับอัลบั้มแรกที่มีชื่อชุดว่า Love Me โดยมีเพลงฮิตในชื่อเดียวกับอัลบั้ม ซึ่งประสบความสำเร็จพอสมควร และหลังจากนั้นเขาก็มีผลงานอัลบั้มเพลงกว่า 20 ชุด โดยเป็นอัลบั้มเดี่ยว 11 ชุด อัลบั้มรวมฮิต 9 อัลบั้ม อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ 12 ชุด (ร่วมร้อง) และร่วมร้องกับศิลปินอื่นๆอีกมากมาย

 

อัลบั้มเพลงเดี่ยวล่าสุดของเขาคือชุด Truely, With All My Heart ในปี 2002 และมีเพลงฮิตในชื่อเดียวกับอัลบั้ม

 

Music Albums

Love Me (1984)

Do Je (1985)

The Boy’s Life (1985)

Shangri La (1986)

Sing Lung (1986)

Mou Man Tai (1987)

HK, My Love (1988)

Jackie Chan (1988)

The Best Of Jackie Chan (1988)

See You Again – The Best of Jackie Chan II (1989)

Jackie (1989)

The First Time (1992)

The Best of Film Music (1995)

Jackie Chan (1995)

Giant Feelings (90s)

Dragon’s Heart (1996)

The Best Of Jackie Chan (1999)

Asian Pops Gold Series (2000)

Rock Hong Kong 10th Anniversary – Jackie Chan Greatest Hits (2003)

Movie Soundtrack LP’s & CD’s

Armour of God (Alan Tam – 1986)

Police Story 3 (1992)

Drunken Master 2 (1994)

Thunderbolt (1995)

Mr. Nice Guy (1997)

Who Am I (1998)

Mulan – Chinese OST (1998)

Gorgeous (1999)

Rush Hour – Asian OST (1998)

Accidental Spy (2001)

New Police Story (2004)

The Myth (2005)

Rob-B-Hood (2006)

 

Jackie Chan : My Stunts (1999)

สารคดี

เฉินหลงได้สร้างงานสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของตัวเขาเองถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเขาสร้างงานสารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติตัวเองในชื่อชุด Jackie Chan : My Story (1998) เนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงจุดที่เฉินหลงประสบความ สำเร็จจนทุกวันนี้ ซึ่งมีแขกรับเชิญต่างๆมากมาย อาทิ หงจินเป่า หยาง จื่อฉยง และอื่นๆอีกมากมาย

 

ครั้งที่สองใช้ชื่อชุดว่า Jackie Chan : My Stunts (เฉินหลง ท้าตายสไตล์ผม) (1999) โดยเนื้อหาในนี้เกี่ยวงานแอ๊คชั่นของเฉินหลง ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำหรับคนที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับงานสตันท์ได้เป็นอย่างดี

 

และครั้งล่าสุดใช้ชื่อชุดว่า Traces of a Dragon : Jackie Chan & His Lost Family (2003) ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของพ่อเฉินหลง ซึ่งเนื้อหาจะมีเรื่องของสภาพสังคมในประเทศจีนในสมัยของพ่อเฉินหลง

 

เฉินหลงมีส่วนร่วมในสารคดีเรื่อง An Alan Smithee Film: Burn Hollywood Burn (1998) โดยเฉินหลงรับบทเป็นตัวของเฉินหลงจริงๆ หนังว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับผู้กำกับ ที่ทำหนังไม่เคยประสบความสำเร็จเลย แต่หนังก็สามารถคว้ารางวัล Razzie Awards (รางวัลหนังยอดแย่) ไปครองถึง 5 ตัว

 

ธุรกิจส่วนตัว

เฉินหลงนอกจากจะทำงานในวงการบันเทิงแล้ว เขายังมีธุรกิจส่วนตัวอย่างร้านอาหาร Jackie’s Kitchen ที่มีสาขา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และอีกหลายสาขาในทั่วโลก Jackie Chan Cafe ที่มีสาขาทั้งจีน, มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงธุรกิจฟิตเนสที่มีชื่อว่า California Fitness Jackie Chan Sport Club และล่าสุดได้เปิดเว็บไซต์อย่าง JackieChanDesign.com ที่รวบรวมขายสินค้าของเขาทางอินเทอร์เน็ต นับตั้งแต่โปสเตอร์, เสื้อผ้า, ของตกแต่งบ้าน จนกระทั่งแสตมป์ และมีสาขาต่างประเทศคืออังกฤษและรัสเซีย

 

เฉินหลงในรูปแบบอื่น

วิดีโอเกม

 

Jackie Chan’s Action Kung Fu

เฉินหลงในปัจจุบันเป็นดาราแอคชั่นระดับโลกไปแล้ว ดังนั้นบริษัทเกมทั้งหลายจึงอยากจะนำรูปลักษณ์ของเฉินหลงไปเป็นตัวละครในเกม เดิมทีเฉินหลงเคยถูกนำไปเป็นแบบตัวละครในเกม Jackie Chan’s Action Kung Fu ในปี 1991 โดยบริษัท Hudson Soft

 

ปี 1995 เฉินหลงก็ถูกเอาไปสร้างเป็นเกมตู้ในเกมที่มีชื่อว่า Jackie Chan In Fists Of Fire สร้างโดย Kaneko

 

ปี 2000 เครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชันก็เอาเฉินหลงไปเป็นตัวละครในเกม Jackie Chan Stuntmaster ซึ่งผลิตโดย Radical Entertainment ซึ่งเป็นเกมรูปแบบ 3D

 

และล่าสุดกับเกม Jackie Chan Advertures ในปี 2004 โดยอิงจากตัวละครในการ์ตูน Jackie Chan Adventures โดยจัดจำหน่ายในรูปแบบเครื่องเกมบอยแอดวานซ์ และ เกมเพลย์สเตชัน 2 โดยบริษัท Atomic Planet ในเครือของ Sony โดยอิงเนื้อเรื่องของการ์ตูนในช่วง Season 1 และ 2

 

การ์ตูน

Jackie Chan Adventures เป็นชื่อของการ์ตูนที่เอาคาแรคเตอร์ของเฉินหลงไปสร้างเป็นตัวละครหลักของเรื่อง โดยการสร้างสรรค์ของจอห์น โรเจอร์ ผ่านการออกแบบตัวละครโดย เจฟฟ์ มัสสุดะ ออกฉายทางช่อง Cartoon Network สร้างโดย Kids’ WB ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ปี 2000 ถึง 8 กรกฎาคม ปี 2005 ทั้งหมด 95 ตอน ภายใน 5 Season และเคยออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง 3 เวลา 06.00 ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ปี 2544 – 2545

 

แรงบันดาลใจ

 

ฮาร์โรลด์ ลอยด์

“แรงบันดาลใจของเฉินหลงไม่ใช่บรู๊ซลี” เฉินหลงเคยบอกว่าเขาไม่ต้องการจะเป็นบรู๊ซลีคนที่ 2 แต่เขาต้องการต่างออกไปจากตัวของบรู๊ซลี เฉินหลงจึงผสมผสานงานของเขาให้ออกมาในแบบที่ไม่รุนแรง ซึ่งงานของบรู๊ซลีมักจะเป็นในรูปแบบที่จริงจัง หนักหน่วง ภาพยนตร์ของเฉินหลงเป็นในรูปแบบกังฟูสมัยใหม่ผสมกับความตลก ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากดาราตลกเงียบ 3 คน อันได้แก่

 

ชาร์ลี แชปลิน ในส่วนนี้เฉินหลงได้แรงบันดาลใจมากจากการแสดงหน้า ท่าทาง

ฮาร์โรลด์ ลอยด์ เฉินหลงได้ไอเดียจากการแสดงฉากหัวเราะในเวลาที่สถานการณ์ขับขัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คืองานของเฉินหลงในเรื่อง เอไกหว่า หรือ Project A (เอไกหว่า)(1984) ในฉากตกหอนาฬิกา โดยเหมือนกันทุกๆอย่าง ต่างกันที่เฉินหลงเลือกที่จะตกลงมาจากความสูงจริงๆ แต่ฮาร์โรลด์ ลอยด์ ใช้ความสูงที่ต่างจากเฉินหลง

บัสเตอร์ คีตัน เฉินหลงได้ไอเดียของการแสดงตลกหน้าตาย ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกคือ ฉากที่ฝาบ้านในเรื่อง Project A Part II (เอไกหว่า ภาค2)(1987) ตกลงมาใส่ตัวของเฉินหลง แต่เฉินหลงกลับอยู่ในจุดที่ตรงกับประตูของฝาบ้าน จึงทำให้เฉินหลงไม่เป็นอะไร ซึ่งคล้ายกับฉาก Steamboat Bill Jr. (เรือกลไฟวิลลี่)(1928) ของบัสเตอร์ คีตัน

ฉากเสี่ยงตายและอุบัติเหตุ

 

ภาพอุบัติเหตุจาก Armour of God (1987)

เฉินหลงได้จัดตั้งทีมงานสตั๊นท์ของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Jackie Chan Stunt Team (หรืออีกชื่อ Jackie Chan’s Stuntmen Association) ซึ่งเฉินหลงตั้งทีมนี้ในปี 1983 โดยทำงานในการออกแบบท่าทางและสร้างสรรค์ฉากแอ็คชั่นในหนังของเฉินหลง โดยแรกเริ่มมีสมาชิกเพียง 6 คน จากนั้นก็มีคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในทีมนับสิบกว่า ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ ซึ่งทีมของเฉินหลงยังประสานงานร่วมกันกับทีมของ หงจินเป่า และ หยวนเปียว ด้วย โดยใช้ชื่อว่า Hung Ga Ban และ Yuen Ga Ban ตามลำดับ

 

การเกิดอุบัติเหตุก็ดูว่าจะเป็นของคู่กันกับการแสดงฉากเสี่ยงตายของเฉิน หลง ซึ่งบาดแผลจากอุบัติเหตุของเฉินหลงนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือในหนังเรื่อง Armour of God (1987) : ใหญ่สั่งมาเกิด โดยในฉากแรกของหนังที่เฉินหลงจะต้องกระโดดจากตึกแล้วมาเกาะต้นไม้ แต่ในการถ่ายทำครั้งแรกเฉินหลงรู้สึกไม่ดีพอเลยต้องการถ่ายใหม่ แต่การถ่ายครั้งที่สองต้นไม้ที่เฉินหลงเกาะนั้นเกิดหัก ทำให้เฉินหลงตกลงมาในความสูงที่พอสมควร ผลก็คือ กะโหลกศีรษะของเฉินหลงร้าว ทำให้ต้องมีการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน แต่ในที่สุดเฉินหลงก็รอดมาได้ ทว่าหูของเขาได้รับความกระทบกระเทือนพอสมควร จึงทำให้ประสิทธิภาพในการได้ยินลดลง

 

ในการถ่ายทำหนังเฉินหลงผ่านการบาดเจ็บมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ได้แก่

 

ศีรษะ – สมองได้รับความกระทบกระเทือนจากหนังเรื่อง Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) , ได้รับความกระทบกระเทือนจนหมดสติใน Hand of Death

หู – ในอุบัติเหตุครั้งเดิมใน Armour of God (ใหญ่สั่งมาเกิด) หูข้างซ้ายของเฉินหลง มีประสิทธิภาพทางการได้ยินน้อยลง

ตา – หางคิ้วบาดเจ็บ และเกือบตาบอดใน Drunken Master (ไอ้หนุ่มหมัดเมา)

จมูก – จมูกใหญ่ๆ ของเฉินหลงเคยหักมาสองครั้ง ใน The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต) , Project A (เอไกหว่า) และเกือบๆ หักใน Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่)

แก้ม – กระดูกแก้มเคลื่อนใน Police Story 3 (วิ่งสู้ฟัด3)

ฟัน – ฟันหักไปหนึ่งซี่ โดยการเตะของ Hwang Jang Lee ใน Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ)

คาง – ใน Dragon Lord ที่เฉินหลงกำกับเอง เขาบาดเจ็บคางจนเจ็บแม้กระทั่งเวลาพูด ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเวลาต้องกำกับหนัง ส่วนการแสดงไม่สามารถทำได้เลย

ช่องคอ – จากการเกิดอุบัติเหตุในการถ่ายทำเรื่อง The Young Master (ไอ้มังกรหมัดสิงโต)

คอ – เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ครั้งที่หนักก็คือฉาก “หอนาฬิกา” ใน Project A (เอไกหว่า) และจากการถ่ายฉากตีลังกาใน Mr. Nice Guy (ใหญ่ทับใหญ่)

ไหล่ – เจ็บไหล่จาก City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ข้าก็ใหญ่)

มือ – จาก The Protector (กูกู๋ ปืนเค็ม) ที่เฉินหลงเจ็บมือ และกระดูกนิ้วร้าว

แขน – ในเรื่อง Snake in the Eagle’s Shadow (ไอ้หนุ่มพันมือ) เฉินหลงต้องถ่ายทำฉากการต่อสู้โดยใช้ดาบ เกิดอุบัติเหตุจนดาบไปเฉือนเนื้อของเขาเข้าจริงๆ จนเลือดพุ่งออกมา แต่กล้องก็ยังถ่ายต่อไป ทำให้อุบัติเหตุนี้ปรากฏอยู่ในฉากนั้นด้วย อีกเรื่องคือ “The Accidental Spy (วิ่งระเบิดฟัด)” ในฉากสุดท้ายที่เฉินหลงต้องกระโดดออกจากรถบรรทุกที่ต้องเกาะตาข่าย ที่ข้างทางถึงแม้จะมี Sling แต่ นั่นก็ยังทำให้เฉินหลงแขนหักอยู่ดี

หน้าอก – ฉากที่เฉินหลงต้องถูกห้อยด้วยโซ่ใน Armour of God II: Operation Condor (ใหญ่สั่งมาเกิด 2 : อินทรีทะเลทราย) ทำให้กระดูกหน้าอกเคลื่อน

หลัง – เกิดขึ้นบ่อยๆ ในหนังของเฉินหลง โดยเฉพาะใน Police Story (วิ่งสู้ฟัด) ในฉากที่เฉินหลงสไลด์ตัวลงมาจากเสา เกือบทำให้เขาเป็นอัมพาต เพราะกระดูกสันหลังเกือบหัก

กระดูกเชิงกราน – ในฉากเดียวกันกับด้านบน กระดูกเชิงกรานของเฉินหลงเคลื่อน

ขา – ขาหักใน Crime Story (วิ่งสู้ฟัด ภาคพิเศษ) จากอุบัติเหตุจากรถ

เข่า – เข่าก็เป็นอีกส่วนที่หักเป็นประจำ ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือฉากสเก็ตบอร์ดใน City Hunter (ใหญ่ไม่ใหญ่ ข้าก็ใหญ๋)

เท้า – เฉินหลงเท้าหักในฉากที่ต้องกระโดดลงไปใน hovercraft ในภาพยนตร์เรื่อง Rumble in the Bronx (ใหญ่ฟัดโลก) หลังจากไปเข้าเฝือก เฉินหลงก็กลับไปแสดงทั้งๆ ที่ยังใส่เฝือกที่ขาอยู่

ชีวิตส่วนตัว

เฉินหลงเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งกับ หลิน ฟ่งเจียว นักแสดงชาวไต้หวัน เมื่อปี 1982 มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ เจย์ซี ชาน (ชื่อแรกเกิด เฉิน จู่หมิง) ปัจจุบันแยกกันอยู่ แต่เมื่อปี 1999 หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงต่างพาดหัวข่าวว่า “เฉินหลงทำผู้หญิงท้อง” ผู้หญิงคนนั้นมีชื่อว่า อู๋ ฉี่ลี่ อดีตมิสเอเชียปี 1990 ปัจจุบันเฉินหลงมีลูกสาวอย่างลับๆอีก 1 คนเฉินหลงนับถือศาสนาพุทธ ใน ค.ศ. 2009 เฉินหลงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยกัมพูชา

 

เฉินหลงและเหล่าหมี

ตอนที่เฉินหลงมากรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “80 วันรอบโลก” เขาได้รู้จักกับ United Buddy Bears ในตอนนั้น มีเหล่าหมี Buddy Bears อยู่ทั่วทุกจุดในกรุงเบอร์ลิน เฉินหลงอยากรู้สาเหตุของเหล่าหมีที่มีสีสันสดใสว่าเป็นเพื่อสิ่งใด จึงทำการค้นคว้าข้อมูล เขาได้ทราบว่าเหล่าหมีคือผลงานสร้างสรรค์ของชาวเบอร์ลินนี่เอง คือเคลาส์และเอวา เฮอร์ลิทซ์ เขารับรู้ว่ามีสารที่มาพร้อมกับเหล่าหมีนั้น คือสารที่ตัวเขาเองทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงเพื่อเผยแพร่ด้วยเช่นกัน คือ “เราต้องอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคีและสันติ” และเขาก็ได้ทราบอีกว่า Buddy Bears ดำเนินการร่วมสมทบทุนเพื่อการกุศล เฉินหลงสนใจใน Buddy Bears มากและร่วมเป็นผู้ดำเนินการประสานนำวง United Circle of Buddy Bears สู่ฮ่องกงเมื่อปี 2004

 

เกียรติประวัติและภาพลักษณ์

 

Chan’s star on the Avenue of Stars, Hong Kong

ด้านเกียรติประวัติ เฉินหลงได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก โดยเขาได้รับรางวัล Innovator Award ในเวที American Choreography Awards ในปี 2002 , รางวัล Lifetime Achievement Award เวที Asia-Pacific Film Festival ในปี 1993 MTV Movie Award ปี 1995 และ Taurus Honorary Award ปี 2002 และอื่นๆอีกมากมาย

 

และเฉินหลงเป็นดาราคนที่ 2,205 ที่ได้มาประทับฝ่ามือไว้เป็นเกียรติประวัติที่ Star on the Walk of Fame และ The Avenue of Stars ที่ฮ่องกง

 

ด้านภาพลักษณ์ วง Ash’s แต่งเพลง “Kung Fu” โดยใช้เฉินหลงในหนัง Rumble In The Bronx (1995) ไปอ้างอิงในเนื้อเพลงและได้ใช้เป็นเพลงเครดิตตอนท้ายของหนังในเรื่องนี้ของเวอร์ชันอเมริกา และ “Jackie Chan” ของวง Frank Chickens

 

และเฉินหลงยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวการ์ตูนตัวหนึ่งใน ดราก้อนบอล, ตัวละคร Lei Wulong ใน Tekken และท่าทางของตัวละคร Hitmonchan ของ โปเกมอน รวมทั้งเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ดีมายาวนาน และมิตซูบิชิยังมอบรถเพื่อใช้ในการถ่ายทำหนังของเขามาโดยตลอด นอกจากนี้ เฉินหลง ยังเคยรับบทเป็น ซาเอบะ เรียว และ ชุนลีในภาพยนตร์เรื่อง ซิตี้ฮันเตอร์ (CITY HUNTER) มาแล้วด้วยเช่นกัน

 

สาเหตุที่คนไทยเรียกว่าเฉินหลง

จริงๆแล้วถ้าจะออกเสียงตามที่ประเทศจีนเรียกชื่อจริงๆจะต้องเรียกว่า “เฉิงหลง” ที่เรียกกันว่า “เฉินหลง” นั้น ไม่ได้มีในภาษาจีน แต่เพราะคนไทยใช้ชื่อสองอันของเฉินหลง คือ ชื่อจริง Chan Kong-Sang(เฉินก่างเซิง) ผสมกับ Sing Lung (ซิงหลง) จึงออกมาเป็น เฉินหลง

 

แต่ถือว่าไม่มีผลต่อความเข้าใจมากนักเพราะมีการออกเสียงสำเนียงที่ใกล้ เคียงกัน ซึ่งตอนที่เฉินหลงมาเมืองไทย เขาก็เข้าใจว่าคนไทยเรียกเขาว่า เฉิงหลง

 

 

ผลงานในยุค JCE

The Medallion (ฟัดอมตะ) (2003)

Rice Rhapsody (2004)

Enter the Phoenix (ใหญ่นะยะ) (2004) [รับเชิญ]

New Police Story (วิ่งสู้ฟัด 5 เหิรสู้ฟัด) (2004)

House of Fury (2005)

Everlasting Regret (2005)

The Myth (ดาบทะลุฟ้า ฟัดทะลุเวลา) (2005)

Rob-B-Hood (วิ่งกระเตงฟัด) (2006)

Run Papa Run (2008)

Wushu (2008)

“Shenmue Online (VG) (2008)

The Shinjuku Incident (ใหญ่แค้นเดือด) (2009)

“Armour Of God : Chinese Zodiac (ใหญ่สั่งมาเกิด 3 ตอน วิ่ง・ปล้น・ฟั

Emilia Clarke

มารู้จักกับสาวสวยหุ่นโค้งเว้าที่ชื่อ Emilia Clarke ดาราสาวผู้รับบท แม่มังกร แห่ง Game of Thrones มหาศึกชิงบัลลังก์ ซึ่งชื่อที่เราอ่านกันในภาษาไทยก็คือ เดนี หรือ เดเนอริส ทาร์แกเรียน (Daenerys Targaryen) ความสวยของเธอในซีรีส์นั้นโดดเด่นจริงๆ ขนาดเราเป็นผู้หญิงด้วยกันเรายังมองเธอด้วยความชื่นชม นอกจากนี้ที่นอกจอเงินเธอยังได้รับตำแหน่ง Sexiest Woman Alive ปี 2015 จากนิตยสาร Esquire อีกด้วย

Emilia Clarke ผู้รับบทแม่มังกร เดเนอริส

เอมมิเลีย คลาร์ก (Emilia Clarke) เธอเกิดวันที่ 26 ตุลาคม 1986 สูงประมาณ 157 หนัก 52 กก. เกิดที่ประเทศอังกฤษ

ผลงานทีคนไทยน่าจะได้ยินชื่อมาบ้าง ก็หนังเรื่อง เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator Genisys คนเหล็ก 5 มหาวิบัติจักรกลยึดโลก) ค่ะ

มหาศึกชิงบัลลังก์ (Game of Thrones) เป็นภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์แนวแฟนตาซีย้อนยุค ของสถานีโทรทัศน์เอชบีโอ สร้างสรรค์โดยเดวิด เบนิออฟฟ์ และดี. บี. ไวส์ ดัดแปลงจากหนังสือเล่มที่หนึ่งของชุดหนังสือนิยายขายดีของจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน ชุด มหาศึกชิงบัลลังก์ เรื่อง เกมล่าบัลลังก์ ฉายครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา 17 เมษายน 2554

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

Emilia Clarke

ประวัติNicki Minaj

เธอมีชื่อจริงว่า “โอนิก้า ทานญ่า มาราจ” (Onika Tanya Maraj) มีหลายคนอ่านออกเสียงนามสกุลเจ๊เราผิดมาก เรียก”มะนาจ”นะคะ

“นิคกิ มะนาจ” (ให้ออกเสียง Minaj ว่า มะนาจ)  เกิดในปี 1982 ที่ เซนต์ เจมส์ โดยพ่อ-แม่เชื้อสาย อินเดีย แอฟริกัน-ตรินิแดด และอาศัยอยู่กับย่าที่ เซนต์ เจมส์ จนอายุได้ 5 ปี พ่อแม่ของเจ๊เราก็ย้ายไปอยู่ในนิวยอร์กและพาเจ๊ไปด้วย พ่อของนิคกินั้นติดเหล้าและยาเสพติดหนักมาก ถึงขั้นเคยพยายามจะฆ่าแม่ของเจ๊!!! ด้วยการให้นั่งอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้, นิคกิ มะนาจ สำเร็จการศึกษาจาก LaGuardia High School

นิกกี้ มินาจ

ปี 2007 นิกกิ้มีอัลบัมแรกเป็นอัลบัมใต้ดิน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก ต่อมาได้ปล่อยอัลบัมใต้ดินที่ 2 ชื่อ Sucka Free ในปี 2008 ต่อมาอีกในปี 2009 นิคกิมีอัลบัมที่ 3 และครั้งนี้เองที่นิกกี้ได้รางวัล ศิลปินใต้ดินหญิงยอดเยี่ยม (Female Artist of the Year award) ในปีเดียวกันนี้นิคกิยังมีอัลบัมต่อมาอีกเป็นอัลบัมที่ 4 คือ Beam Me Up Scotty ซึ่งเป็นอัลบัมใต้ดินที่ค่อนข้างดัง มีการนำอัลบัมและเพลงไปออกในหลายสื่อ และในอัลบัมนี้เองที่นิกกี้เซนสัญญากับ Cash Money แล้ว

นิกกี้ มะนาจ ได้พบกับ ลิล เวย์น หัวหน้า Young Money Entertainment หลังจากที่มีคนนำเอาดีวีดีแร็ปที่ขายพร้อมอัลบัมใต้ดินไปให้ลิล เวย์นดู และลิล เวย์น ชอบมาก เขาต้องการตัวเจ๊เราในทันทีต่อมานิคกิเซนสัญญากับ Young Money Entertainment ของ ลิล’ เวย์น (Lil’ Wayne) เธอได้กลายเป็นศิลปินบนดินและศิลปินของค่ายอย่างเต็มตัว โดยมีเพลง “Every Girl” เป็นเพลงแรกที่ร่วมกับค่าย ตามมาด้วย “BedRock” และ “Roger That”

จากหลายเพลงของเธอนั้น มีการบอกเป็นนัยว่าเธอมีรสนิยมทางเพศเป็นประเภท “ไบเซ็กส์ชวล”  เจ๊เราก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เธอไม่เดทกับผู้หญิงหรือมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ก็ไม่เดทกับผู้ชายเหมือนกัน ในบทสัมภาษณ์ของนิตยาสาร “ไวบ์” (Vibe) เจ๊เล่าว่า “ฉันกอดกับคนที่มีไลฟ์สไตลย์ในทุกประเภท และบอกได้ว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความสวยงามและย้ำยวน”.

อัตตะที่สองชีวิตวัยเด็กที่ นิคกิ มะนาจ เติบโตมานั้น เป็นชีวิตที่ค่อนข้างสับสนวุ่ยวายมาก ซึ่งก็มาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครับอื่นๆ พ่อแม่ของนิคกิมักทะเลาะกันบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้เจ๊ต้องการหลีกหนีจากเหตุการณ์นั้นๆ นิคกิเริ่มสร้างเพื่อนในจินตนาการ แล้วให้เพื่อนที่สร้างขึ้นมาจากจิตนาการนั้น มาอาศัยอยู่ในครอบครัวของเธอแทน ตัวจริงๆของนิคกิเอง ในบทสัมภาษณ์หนึ่งนิกกี้เล่าว่า เจ๊ไม่ต้องการอยู่ในเหตุการณ์ที่พ่อ-แม่ทะเลาะกัน เธอจึงสร้างตัวละครที่สองของตัวเองชื่อ “คุกกี้” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นคนที่อยู่กับเจ๊เราได้ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็น “ฮาราจุกุ บาร์บี้”

เมื่อมาถึงการทำเพลงในอัลบัมแรก(Pink Friday) นิคกิสร้างอัตตะที่ 2 ขึ้นชื่อ “โรแมน โซแลนสไกย์” นิคกี้ใช้บุคคลนี้ในเพลง “Bottoms Up” ซึ่งร้องกับ เทรย์ ซองซ์ (Trey Songz) ในเพลงนี้ นิคกิ มะนาจ ไม่ได้เป็นคนร้อง แต่เป็น โรมาน นิคกิเล่าว่า โรมานเป็นพี่น้องฝาแฝดของเธอ ซึ่งเติบโตขึ้นจากส่วนของความรุนแรงในจิตใจของเธอ โรมานจะออกมาเวลาที่เธอรู้สึกโกรธมากๆมีการนำโรมานไปเปรียบเทียบกับ “สลิม เชดี้” อัตตะที่ 2 ของ เอ็มมิเนม (Eminem) และในเพลง Roman’s Revenge จากอัลบัม Pink Friday ทั้งนิกกี้และเอ็มมิเนม ได้ใช้อัตตะที่สองของทั้งคู่แร็ปในเพลงนี้ด้วย ทั้งนี้ โรแมน ยังมีแม่ชื่อ “มาร์ธา โซแลนสไกย์” ซึ่งมีลักษณะการพูดแบบสำเนียงอังกฤษ และบุคคลนี้ได้ออกมาร้องในเพลง Roman’s Revenge เช่นกัน ทั้งยังมีการปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ “Moment 4 Life” ในมาดนางฟ้าแม่ทูนหัวด้วย

ในเดือนมิถุนายน 2011 มีการโพสข้อความใน Twitter ของใครหลายคนว่า นิคกิ มะนาจ ตายแล้วและกลายเป็นเรื่องฮิตในเดือนนั้น ทั้งที่จริงเป็นญาตของนิคกิที่ตายจากการถูกฆาตรกรรม

 

 

แอนเจลีนา โจลี

แอนเจลีนา โจลี (อังกฤษ: Angelina Jolie) นามสกุลเดิม วอยต์ (อังกฤษ: Voight) และชื่อเดิมจากการสมรส โจลี พิตต์ (อังกฤษ: Jolie Pitt)[1](เกิด 4 มิถุนายน พ.ศ. 2518) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน ได้รับรางวัลออสการ์ รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ 2 รางวัล และรางวัลลูกโลกทองคำ 3 รางวัล โจลีเป็นผู้สนับสนุนทางมนุษยธรรม และเป็นที่รู้จักกันดีในการทำงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เธอได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่สุดในโลก เช่นเดียวกับสตรีที่ “สวยที่สุด” ในโลก ซึ่งที่ฉายาที่เธอได้รับความสนใจจากสื่ออย่างต่อเนื่อง[2][3][4][5][6]

โจลีปรากฏต่อต่อสาธารณะครั้งแรกตั้งแต่เด็กพร้อมกับบิดา จอน วอยต์ ในภาพยนตร์ Lookin’ to Get Out ในปี พ.ศ. 2525 แต่เธอเริ่มประกอบอาชีพทางการแสดงอย่างจริงจังอีกทศวรรษให้หลังในภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำ Cyborg 2 (พ.ศ. 2536) เธอได้รับบทบาทนักแสดงนำครั้งแรกในภาพยนตร์ Hacker (พ.ศ. 2538) เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์อัตชีวประวัติซึ่งได้รับการตอบรับอย่างสูง George Wallace (พ.ศ. 2540) และ Gia (พ.ศ. 2541) และได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากการแสดงใน Girl, Interrupted (พ.ศ. 2542) โจลีได้รับชื่อเสียงอย่างกว้างขวางมากขึ้นหลังจากการแสดงเป็นตัวละครหญิง ลอรา ครอฟต์ ใน Lara Croft: Tomb Raider ซึ่งได้ทำให้เธอเป็นนักแสดงหญิงที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดและได้รับค่าตัวสูงที่สุดในฮอลลีวูด เธอประสบความสำเร็จทางพาณิชย์ครั้งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์ Mr. & Mrs. Smith (พ.ศ. 2548) และ Kung Fu Panda (พ.ศ. 2551)

แอนเจลีนา โจลี

ประวัติ

แอนเจลีนา โจลีเกิดที่ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สูง 5 ฟุต 7 นิ้ว เรียนมัธยมที่ Beverly Hills High School จากนั้นไป Lee Strasberg Theater Institute และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เป็นนักศึกษาภาคค่ำสาขาภาพยนตร์ เป็นลูกสาวของพ่อแม่ดาราใหญ่ จอน วอยต์ กับ มาร์เชลีน เบอร์ทรานด์ ซึ่งหย่ากันตั้งแต่เธอแบเบาะ ครอบครัวแตกแยกผลักดันให้โจลีมีปัญหา วัยเด็กเธอมีแต่พี่ชาย เจมส์ เฮเวน วอยต์ สายสัมพันธ์พี่น้องสนิทแนบแน่น ปัจจุบันเขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

 

ชื่อ แอนเจลีนา โจลี เปลี่ยนถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องกินใจกับพ่อทำให้เธอตัดนามสกุล วอยต์ ทิ้งไป ผลงานเรื่องแรกตอนอายุ 13 ปี เป็นหนังวิดีโอเรื่อง Cyborg 2 (2536) ต่อด้วยหนังโรง Hackers แสดงกับจอนนี่ ลี มิลเลอร์ ที่ต่อมาแต่งงานกันแต่เพียง 2 ปีก็หย่าขาด แต่งใหม่กับบิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน ทั้งคู่เจอกันในกองถ่าย Pushing Tin (2542) แต่ชีวิตวิวาห์หวานอยู่ได้ไม่นาน ต่อมาได้มีข่าวคราวกับนิโคลัส เคจ ที่เคยประกบคู่ใน Gone in 60 Seconds (2543) รางวัลการแสดงกวาดมามากมาย ลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงประเภทซีรีส์จาก George Wallace(TV1997) National Board of Review สาขานักแสดงหน้าใหม่จาก Playing by Heart (2540) และรางวัล Golden Satellite สาขานักแสดงนำหญิงประเภทซีรีส์จาก Gia (TV1998) ซึ่งคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ กับรางวัล Screen Actors Guild ด้วย แล้วครองลูกโลกทองคำอีกครั้งจาก Girl, Interrupted (2542) และยังได้รับรางวัลจากเวทีประกวดรางวัลออสการ์

 

เธอก็เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี จาก George Wallace ของจอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ ที่นำแสดงโดย แกรี่ ซินิส ซึ่งผลงานมหากาพย์ย้อนยุคว่าด้วยนายกเทศมนตรีของ อลาบาม่า สุดอื้อฉาวส่งให้เธอคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งแรกมาครอง และบทคอร์นีเลีย ภรรยาคนที่สองของท่านนายกเทศมนตรีวอลเลซนี่แหละที่ส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Cable Ace ด้วย

 

โจลี ก็รับบทตำรวจหญิงมือใหม่ที่ต้องร่วมแก้คดีฆาตกรต่อเนื่องร่วมกับนักสืบสุดเก๋า เดนเซล วอชิงตัน ใน The Bone Collector หรือ พลิกซาก…ผ่าคดีนรก ผลงานลุ้นสุดระทึกที่กำกับโดยฟิลิป น้อยซ์ เธอยังร่วมแสดงใน Pushing Tin ของไมค์ นิวเวล ที่นำแสดงโดย บิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตั้น และจอห์น คูแซ็ค โจลียังได้รับรางวัล National Board of Review’s award สาขา Breakthrough Performance จากบทบาทใน Playing By Heart ผลงานดราม่าที่อาศัยตัวละครเดินเรื่องกำกับโดยวิลลาร์ด แคร์รอล ที่นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี่, จีน่า โรว์แลนด์, และเอลเลน เบอร์สตีน

 

ส่วนเมื่อปี 2001 เธอก็ร่วมงานกับไซม่อน เวสต์ ใน Tomb Raider หรือ ลอร่า ครอฟท์ ทูม เรเดอร์, และประกบกับแอนโทนิโอ แบนเดอราส ใน Original Sin หรือ รักเจ็บลึก ที่กำกับโดยไมเคิล คริสโตเฟอร์ ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Gia ก่อนหน้านั้นในปี 2000 เธอนำแสดงกับนิโคลาส เคจ,โรเบิร์ต ดูวัล ใน Gone in Sixty Seconds หรือ 60 วิ. รหัสโจรกรรม…อันตราย ของเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ บทบาทผู้ป่วยทางจิตของโจลีใน Girl, Interrupted หรือ วัยคะนอง ส่งให้เธอได้รับรางวัลออสการ์, รางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 3, รางวัล Broadcast Film Critics Award, และรางวัล ShoWest and the Screen Actors Guild สาขา Best Supporting Actress Awards ด้วย

 

โจลีรับบทนำแสดงใน Lara Croft Tomb Raider: The Cradle of Life หรือ ลอร่า ครอฟท์ ทูม เรเดอร์ กู้วิกฤตล่ากล่องปริศนา เมื่อปี 2003 และ Beyond Borders หรือ ข้ามเส้นขอบฟ้าตามหารัก ผลงานดราม่าสะเทือนใจในปีเดียวกัน ก่อนหน้านั้นในปี 2002 เธอก็นำแสดงในภาพยนตร์โรแมนติคสุดเฮฮาเรื่อง Life or Something Like It

แอนเจลีนา โจลี

โจลียังนำแสดงในภาพยนตร์แอ็คชั่น-เฮฮา-สุดโรแมนติคเรื่อง Mr. & Mrs. Smith หรือ นายและนางคู่พิฆาต กับแบรด พิตต์ ที่กำกับโดยดัก ลิมาน เมื่อปี 2005 ก่อนหน้านั้นเธอก็นำแสดงกับโคลิน ฟาร์เรล, วัล คิลเมอร์, และแอนโธนี่ ฮ็อพกิ้น ใน Alexander หรือ อเล็กซานเดอร์ มหาราชชาตินักรบ ผลงานมหากาพย์ของโอลิเวอร์ สโตน, และ Sky Captain and the World of Tomorrow หรือ สกายแคปตันผ่าโลกอนาคต ผลงานแอ็คชั่น-ผจญภัยที่จู้ด ลอว์ กับกวินเน็ธ พัลโทรว์ นำแสดง โจลียังพากย์เสียงใน Shark Tale หรือ ชาร์คเทล เรื่องของปลาจอมวุ่น ชุลมุนป่วนสมุทร แอนิเมชันที่ดาราดัง ๆ มาร่วมกันพากย์ อาทิ วิล สมิธ, โรเบิร์ต เดอนีโร, และแจ๊ค แบล็ค, และนำแสดงใน Taking Lives หรือ เทคกิ้งไลฟ์ สวมรอยฆ่า ผลงานลุ้นสุดระทึกที่นำแสดงประกบอีธาน ฮอว์ค ด้วย

 

ผลงานในปี 2550 เธอนำแสดงใน The Good Shepherd หรือ ผ่าภารกิจเดือดองค์กรลับ กับแม็ทต์ เดม่อน ที่กำกับโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร และเธอมีผลงานเรื่อง A Mighty Heart ที่เธอนำแสดงเป็น แมรีแอนน์ เพิร์ล ภรรยาของ แดเนียล เพิร์ล นักข่าว Wall Street Journal ที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมในตะวันออกกลางเมื่อปี 2545 หลังจากนั้นเธอมีผลงาน Beowulf ภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยของ โรเบิร์ต เซเม็คคิส และล่าสุดเพิ่งมีผลงานที่กำกับโดย คลิน อีสต์วุด ในหนังดรามาเรื่อง “Changeling” ที่เธอรับบท คุณแม่ลูกหนึ่ง ที่ลูกเกิดหายไปจากบ้าน และเธอได้พยายามตามและรอคอยลูกของเธอกลับคืนสู่อ้อมกอดเธออีกครั้ง และคาดว่าในปลายปี 2553 นี้ จะมีผลงานเรื่อง “Salt” ที่เธอนำแสดงเป็นสายลับที่มาลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าฉายอีกด้วย

 

กิจกรรมการกุศล

ระหว่างที่เธอไปถ่ายทำหนังเรื่อง Lara Croft’s Tomb Raider ใน กัมพูชา เธอได้พบกับธรรมชาติที่สดสวย, วัฒนธรรมที่สวยงามและความยากจนในประเทศนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเริ่มบทบาทของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยเธอเริ่มไปเยี่ยมเยียนแคมป์ของผู้อพยพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกลายมาเป็นทูตสันติไมตรีของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations High Commissioner for Refugees (UNHCR) หลังจากนั้นเธอได้นำเอาประสบการณ์เหล่านั้นถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือชื่อ Notes from My Travels หรือ บันทึกของ แอนเจลีนา โจลี ซึ่งรายได้ทั้งหมดนั้นเธอมอบให้กับ UNHCR

 

เธอเริ่มแผนงานเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติต่อไปด้วยการทำงานสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเอารายได้จากการทำงานในอาชีพนักแสดงไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะประชาชนในโลกที่สาม (เธอได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ นำไปช่วยเหลือด้านอาหารให้กับผู้อพยพในเวสเทิร์นสะฮารา)

 

ชีวิตส่วนตัว

ในปี 2002 เธอรับเด็กชายชาวกัมพูชาชื่อ แม็ดด็อกซ์ มาเป็นลูกบุญธรรม และในปี 2005 เธอรับอุปการะเด็กหญิงชาวเอธิโอเปียชื่อ สะฮารา และหลังจากที่เธอคบหาและใช้ชีวิตคู่กับ แบรด พิตต์ เธอรับอุปการะเด็กชายเวียดนามวัย 3 ขวบชื่อ แพ๊กซ์ เถียน โจลี ในปี 2006 แอนเจลีนา และ แบรด ก็มีลูกสาวด้วยกัน ชื่อ ไชโลห์ แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความคิดที่จะอุปการะเด็กเพิ่มอีก นอกจากนี้ทั้งคู่ยังทำงานเพื่อสังคมและมนุษยชาติอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ล่าสุดเธอได้หย่าขาดกับสามี แบรด พิตต์ แล้ว

วิน ดีเซล

วิน ดีเซล (อังกฤษ: Vin Diesel) หรือมีชื่อเกิดคือ มาร์ก ซินแคลร์ (อังกฤษ: Mark Sinclair) เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1967 เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน นักเขียน ผู้กำกับ และผู้สร้างภาพยนตร์

เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1967 ที่เมืองนิวยอร์ก ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นทั้งนักแสดง ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ผู้กำกับ และนักเขียน จุดเริ่มต้นในการก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงของเขาเกิดจากการได้มีโอกาสแสดงละครเวทีที่ Theatre for the New City ตอนที่เขามีอายุแค่ 7 ขวบ ก่อนที่ในช่วงวัยรุ่นเขาจะเริ่มก้าวสู่การเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัวด้วยการรับงานแสดงมากมายหลากหลายเรื่อง เขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่ ฮันเตอร์ คอลเลจ สาขาวิชาการเขียนสร้างสรรค์ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นอีกอาชีพในฐานของการเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ เขาได้ทำการสร้างภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกมีชื่อเรื่องว่า Multi-Facial ในปี ค.ศ. 1994 ก่อนที่ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จะได้รับเลือกให้ฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีถัดมาด้วย ต่อมาก็ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องยาวอย่าง Strays Giant ในปี ค.ศ.1999 แนวของภาพยนตร์จะออกดราม่าสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ โดยตัวเขาเองก็ได้เข้าแสดงนำด้วย ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้คือได้รับเกียรติให้ไปฉายในงานเทศกาลหนังซันแดนซ์ ซึ่งนำไปสู่การเซ็นสัญญากับเอ็มทีวี สำหรับการนำไปสร้างเป็นซีรีส์

ผลงานการแสดงของ วิน ดีเซล

เขาได้รับโอกาสให้แสดงภาพยนตร์ละครฟอร์มยักษ์เรื่องแรก คือ เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก ก่อนที่จะได้แสดงประกบคู่กับ เบ็น แอฟเฟล็ค ในภาพยนตร์ดราม่าเรือง Boiler Room ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในภาพยนตร์รถแข่งอย่าง เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส ที่ทำให้เขาขึ้นแท่นกลายเป็นนักแสดงชื่อดังทันที ที่สำคัญยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่โด่งดังไปทั่วโลกโดยปัจจุบันมีไปแล้วถึง 8 ภาค ซึ่งตลอดทั้ง 8 ภาคนี้เขาไม่ได้แสดงแค่ภาค 2 เท่านั้น ส่วนภาค 3 ก็เป็นตัวประกอบ ที่เหลือเขาคือตัวหลักอย่างแท้จริง นอกจากนี้ก็ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่สร้างชื่อให้กับเขา อาทิ XXX, XXX The Return of Xander Cage, A man Apart, The Chronicles of Riddick, The Chronicles of Riddick Dark Fury, The Pacifer, Riddick, Riddick Blindsided, Life is a Dream เป็นต้น

 

อย่างที่กล่าวไปว่าผลงานการแสดงที่ทำให้เขาได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือบทของ โดมินิค โทร็อตโต้ จากภาพยนตร์ภาคต่อสุดฮิตอย่าง The Fast and The Furious นั่นทำให้เขากลายเป็นไอดอลของเหล่าบรรดาผู้ที่นิยมชมชอบในกีฬารถแข่งหลายๆ คน รวมถึงยังเป็นภาพการจดจำของการเป็นนักแข่งรถขั้นเทพด้วยใจสู้ที่ไม่ยอมแพ้อีกด้วย ชื่อของ วิน ดีเซล กลายเป็นชื่อที่ผู้ชมภาพยนตร์หลายคนรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งหากว่าเขาได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องใดก็ตาม ความสนุกครบรสก็จะมาพร้อมอยู่เสมอ

 

Taylor Swift

หากจะเอ่ยถึงนักร้องสาวสวยเสียงดี ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หนึ่งในนี้คงจะหนีไม่พ้น เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ซูเปอร์สตาร์สาวเพลงป๊อป-คันทรี่ อย่างแน่นอน ที่ไม่ว่าออกซิงเกิลไหนก็ฮิตติดชาร์ตคนทั่วโลก จนทำให้เธอต้องเดินสายจัดคอนเสิร์ตในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่แล้ว 27 พฤษภาคม 2557 ทางผู้จัดงานอย่างบีอีซี-เทโร ก็ได้แจ้งข่าวร้ายกับแฟน ๆ ว่า มีอันต้องยกเลิกคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟท์ ในไทย เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง …แต่ถึงจะไม่ได้ฟังเสียงร้องของเธอแบบสด ๆ แต่วันนี้เราจัดเรื่องราวประวัติของนักร้องสาวสวยคนดังมาฝากกัน ใครชื่นชอบเธอคนนี้ตามมาเลย

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ที่เมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดยสมัยเรียนเกรด 4 (ป. 4) เทย์เลอร์ สวิฟท์ ส่งกลอนความยาว 3 หน้ากระดาษชื่อ Monster In My Closet เข้าประกวดในการแข่งขันการแต่งกลอนระดับชาติ และได้รับรางวัลชนะเลิศมาครอง และเธอก็เริ่มเขียนเพลงครั้งแรกเมื่ออายุ 10 ขวบ เพื่อใช้ในการเข้าประกวดร้องคาราโอเกะระดับท้องถิ่นที่จัดขึ้นในงานเทศกาลต่าง ๆ

ต่อมาเธอก็เริ่มต้นการเล่นกีตาร์โดยเรียนรู้จากช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ผู้ที่บอกวิธีการเล่นกีตาร์เพียง 3 คอร์ดให้เธอ เมื่อเธอเรียนรู้ 3 คอร์ดนั้น เธอจึงเริ่มเขียนเพลงเพลงแรก ชื่อเพลง Lucky You และเธอก็เขียนเพลงอย่างสม่ำเสมอและได้เขียนเกี่ยวกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนของเธอที่ชอบว่าเธอเพียงเพราะเธอหลงรักเพลงคันทรีเข้าอย่างจังด้วย โดยผู้ที่มีแรงผลักดันต่อเทย์เลอร์ให้เธอชอบดนตรีมากที่สุด คือ Shania Twain นักร้องแนวคันทรี่-ป๊อป และอีกหลากหลายท่าน อาทิเช่น LeAnn Rimes, Tina Turner, Dolly Parton และท้ายสุดคุณยายของเธอซึ่งเป็นนักร้องโอเปราผู้เชี่ยวชาญ

จากนั้นเทย์เลอร์ได้มีโอกาสไปแสดงยังสถานที่พบปะของนักเขียนเพลงใน The Bluebird Cafe ซึ่งสก็อต เบอเชตตา ให้ความสนใจในเพลงของเธอและชักชวนให้เธอเซ็นสัญญากับบิ๊กแมกชีนเรคคอร์ดส ก่อนที่เธอจะปล่อยซิงเกิลแรก คือ “Tim McGraw” ในช่วงกลางปี 2006 ซึ่งขึ้นชาร์ทสูงสุดอันดับ 6 ในชาร์ทบิลบอร์ดคันทรีชาร์ท ทำยอดขายไป 500,000 แผ่น

          ต่อมาเทย์เลอร์ได้ออกอัลบั้มแรกโดยใช้ชื่อของตัวเองเมื่อ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ซึ่งเธอทั้งเขียนเพลงเองและได้ร่วมเขียนเพลงกับนักเขียนเพลงมากมาย โดยอัลบั้มแรกได้ขึ้นไปถึงอันดับ 19 บนชาร์ท Billboard 200 และยังมียอดขายกว่า 39,000 แผ่น ในระหว่างสัปดาห์แรกของการวางแผง จากนั้นอัลบั้มของเธอก็ได้พุ่งไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ท Top Country Albums และติดอันดับ 5 ใน Billboard 200 โดยมีซิงเกิลฮิต 5 ซิงเกิลที่ติดชาร์ทใน Billboard Hot Country Songs
          ต่อในช่วงฤดูร้อน ปี 2008 (พ.ศ. 2551) เทย์เลอร์ได้ปล่อย EP Album (Extended Play Album) ชื่อ Beautiful Eyes ออกมา ซึ่งสัปดาห์แรกที่วางแผง มียอดขายถึง 45,000 แผ่น จนกระทั่งขึ้นเป็นอันดับ 2 ใน Billboard Hot Country Songs และอันดับ 9 บน Billboard 200 ในขณะที่อัลบัม Taylor Swift อยู่ที่อันดับ 2 ในขณะนั้นด้วย
          จนกระทั่งมาถึงอัลบั้ม Fearless เธอก็ทำสถิติอีกครั้ง ตั้งแต่เริ่มวางแผงด้วยการวางแผงวันแรกก็ขายไป 217,000 แผ่น และยอดขายรวมสัปดาห์แรกน่าจะขายได้ถึง 592,304 แผ่น อัลบั้มนี้เธอลงมือแต่งเพลงเองทุกเพลง และมีส่วนร่วมในการการโปรดิวซ์ด้วย นักวิจารณ์ต่างยกย่องอัลบั้มนี้ว่า เป็นอัลบั้มเพลงป๊อปที่ดีที่สุดในปี 2008 (พ.ศ. 2551) โดยเปิดอัลบั้มกับเพลง Change ติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ที่อันดับ 57 และ ชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อันดับที่ 10 ซึ่งเพลงที่ใช้ประกอบโอลิมปิกด้วย ส่วนซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้คือ Love Story ก็ทำยอดดาวน์โหลดไป 4,000,000 ครั้ง และติดชาร์ตบิลบอร์ดคันทรี่ที่อันดับ 1 และชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 อันดับที่ 4

และเพลง Love story ยังได้ส่งผลให้เธอได้รับรางวัล 2 รางวัล จากการประกาศผลรางวัล CMT Music Awards นั่นคือรางวัลมิวสิควิดีโอแห่งปีและมิวสิควิดีโอหญิงยอดเยี่ยดแห่งปี นอกจากนี้ ในปี 2009 (พ.ศ. 2552) เธอยังได้รับรางวัลตามมาอีกมากมาย ได้แก่ CMA Awards 5 รางวัล, American Music Awards 5 รางวัล และ Grammy Awards 4 รางวัล

ในปี 2010 (พ.ศ. 2553) เทย์เลอร์ได้ทำอัลบั้มที่ 3 ของตัวเองที่มีชื่อว่า Speak Now โดยมีซิงเกิลแรกคือ Mine และในปี 2012 ได้ทำอัลบั้มที่ 4 ชื่อ RED โดยยอดขายอัลบั้ม RED พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 iTunes มากถึง 42 ประเทศ ภายในสัปดาห์แรก และขายได้ใน US มากถึง 1.208 ล้านอัลบั้ม ทำให้เทย์เลอร์กลายเป็นนักร้องหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่มียอดขายอัลบั้มมากกว่าหนึ่งล้านอัลบั้ม ถึง 2 อัลบั้มติดต่อกันภายในสัปดาห์ทีเปิดตัว (Speak Now และ Red)
ประวัติ เทย์เลอร์ สวิฟต์

ชื่อเกิด : เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์
ชื่อเล่น : สวิฟต์
ฉายา : T-Swizzle, T-Swift, เจ้าหญิงเพลงคันทรี่ ,ราชานีแดง
วันเกิด : 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989
แนวเพลง : คันทรี ป๊อป

ผลงานเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์

สตูดิโออัลบั้ม

– Taylor Swift (2006)
– Fearless (2008)
– Speak Now (2010)
– Red (2012)

อีพี

– Sounds of the Season: The Taylor Swift Holiday Collection (2007)
– Beautiful Eyes (2008)

ทัวร์คอนเสิร์ต

– Fearless Tour (2009-2010)
– Speak Now Tour (2011-2012)
– Red Tour (2013-2014)

เพลงประกอบภาพยนตร์

– “Today was a fairy tale” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Valentine’s day (2010)
– “Safe and Sound” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
– “Eyes open” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
– “Sweeter than fiction” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง one chance (2013)

ภาพยนตร์

– 2009 Jonas Brothers: The 3D Concert Experience
– 2009 Hannah Montana: The Movie
– 2010 Valentine’s Day
– 2012 The Lorax
– 2014 The Giver

โทรทัศน์

– 2009 Saturday Night Live
– 2009 CSI: Crime Scene Investigation
– 2013 New Girl